Posted by: Khun T on: พฤศจิกายน 3, 2009
เคยอ่านเจอมาว่า ณ ที่แห่งนี้สุวรรณภูมิ ชาวบ้านต่างถือว่าวันนี้เป็นวันขึ้นปีใหม่ นั่นเป็นที่มาแห่งเดือนอ้ายหรือเดือนหนึ่ง ส่วนที่ว่าวันสงกรานต์เป็นวันปีใหม่นั้นเป็นเหตุการณ์ในภายหลัง
วันนี้ก็คงเป็นวันที่เริ่มต้นฤดูหนาวแล้ว อากาศดีมาก แต่วันนี้มีเมฆและมีละอองฝนลงมาด้วย บรรยากาศเหมือนกับซีแอทเทิลมากเลย ฤดูกาลแห่งความสุขเริ่มต้นไปแล้วและกำลังมีต่อเนื่องไป ตั้งแต่ชาวเยอรมันที่เริ่มออทโทเบอร์เฟส มาคืนปล่อยผีฮัลโลวีน ต่อด้วยลอยกระทง ซึ่งถือเป็นการอุ่นเครื่อง เตรียมรับกับคริสต์มาสและปีใหม่
บรรดาคนเล่นหุ้นที่ขายก็คงสุข ที่ตกรถก็เตรียมกลับขึ้นรถได้ ที่ติดไว้ก็ยังหวังมีแจนยัวรี่เอฟเฟคท์
คนค้าขายก็เตรียมจัดหน้าร้าน ตกแต่ง พร้อมสำหรับลูกค้าที่จะมาจับจ่ายใช้สอย
ข้าราชการก็เริ่มต้นทำงานจริงๆ เพราะงบประมาณเพิ่งออก พร้อมที่จะช่วยเหลือชาวบ้านและพัฒนาประเทศ
นักธุรกิจส่งออก ก็เป็นการทำงานหนักรอบสุดท้าย เพื่อส่งของให้ทันเรือและเครื่องบินที่ลูกค้าต่างประเทศเตรียมไปขายในเทศกาลคริสต์มาส
ทุกทุกคนมีแต่ความสุขและมีความหวังในอนาคตที่สดใส
Posted by: Khun T on: ตุลาคม 25, 2009
ทุกคนบอกว่าอย่ายอมแพ้เพื่อให้ถึงเป้าหมาย ผมเองก็เคยเอ่ยถึงความเพียรความมุ่งมั่นว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เราประสบความสำเร็จ แต่บางครั้งถึงแม้เรายังมีใจที่จะมุ่งมั่นต่อ แต่กลับไม่รู้วิธีการที่จะทำต่อไป รู้ทั้งรู้ว่าวิธีการเดิมๆคงจะไม่ได้ผล แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนอย่างไร
???
Posted by: Khun T on: กันยายน 25, 2009

สำหรับคนที่คุ้นเคยกับการลงทุน RMF อยู่แล้ว คงทราบว่าเราสามารถสร้างพอร์ทของเราด้วย Asset Class ต่างๆ ทั้งตราสารหนี้ระยะสั้น (ใกล้เคียงเงินสด) ตราสารหนี้ระยะยาว (หรือกลาง) และหุ้น ช่วงเร็วๆนี้ มีกองทุนใหม่ที่ได้สิทธิ์ RMF แต่นำเงินไปลงทุนกับทองคำ ก็เหมือนกับว่าเราซื้อทองคำโดยสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้
บลจ.ที่นำเสนอสินค้าตัวนี้ คือ บลจ.อยุธยา และตัวกองทุนคือ อยุธยาโกลด์เพื่อการเลี้ยงชีพ (AYFGOLDRMF) ท่านที่สนใจรายละเอียดแบบเป็นทางการก็สามารถกดลิ้งค์ไปอ่านได้ แต่ผมจะพูดในแบบที่ผมเข้าใจเอง
ตัวสินค้าตัวนี้จริงๆก็คือ SPDR Gold Trust เป็น ETF ที่ลงทุนในทองคำ มีการซื้อทองมาสำรองแต่ไม่แน่ใจว่ากี่เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าลงทุน และนำหน่วนลงทุนนี้ไปซื้อขายกันหลายประเทศ ทั้งที่อเมริกา (NYSE) แต่ที่บลจ.นี้อ้างอิงคือ ราคาซื้อขายในตลาดสิงคโปร์ โดยที่ทางบลจ.ก็เปรียบเหมือนนายหน้าที่รับเงินบาท ไปซื้อเจ้าสไปเดอร์ทองคำ (SPDR นั้นคนมักจะอ่านออกเสียงเป็น spider) ในตลาดสิงคโปร์ และเมื่อมีผู้ถือหน่วยไทยสั่งขาย บลจ.ก็ขายที่ตลาดสิงคโปร์ และส่งมอบเงินบาทให้กับผู้ถือหน่วย
จริงๆแล้วถ้าหากเราสามารถซื้อขายเองได้โดยตรงคงลดค่าธรรมเนียมในส่วนของบลจ.อยุธยาลงได้ เพราะจริงๆแล้วทางบลจ.มีค่าใช้จ่ายน่าจะน้อยในการจัดการเรื่องนี้ ข้อนี้ก็คงเป็นไปกับกองทุนที่ลงทุนต่างประเทศทั้งตราสารหนี้หรือตราสารทุน (หุ้น) ที่บรรดาบลจ.บ้านเรานำมาเสนอขายกันมากมายในตอนนี้
ว่าไปแล้วตั้งแต่เกิดมาเคยซื้อทองไปแค่สองครั้ง รวมน้ำหนักหนึ่งบาท เป็นสร้อยกับแหวนรุ่น ไม่เคยซื้อเก็บ หรือซื้อเป็นเครื่องประดับ หรือลงทุนกับทอง เพราะว่าไม่ค่อยชอบในการเก็บรักษา มีทองไว้ในบ้านก็กังวลว่าจะโดนหยิบหายไปหรือเปล่า ถ้าซื้อทองเป็นแท่งๆแล้วนำไปฝากธนาคาร ก็ต้องเสียค่าฝากอีก และท้ายที่สุดก็ไม่มีความเชื่อว่าผลตอบแทนในระยะยาวของทองนั้นจะดี แต่ครั้งนี้เป็นการลงทุนในทองเป็นครั้งแรกและคงจะต่อเนื่องต่อไป เพราะข้อจำกัดต่างๆที่เขียนมามันเสมือนกับว่าไม่มี (จริงๆแล้วก็มีแหละ เพราะทางสไปเดอร์ก็เก็บ ทางบลจ.ก็เก็บ แต่มันซ่อนเข้าไปอยู่ในราคาซื้อขาย) และเหตุผลอีกสองข้อที่สนใจก็คือ
สำหรับผมเองการลงทุนนี้ไม่ใช่หลักใหญ่ แต่เป็นเหมือนกับการ hedging มากกว่า ไม่ได้มองว่าจะได้ผลตอบแทนมากมาย แต่ถือไว้กันความเสี่ยง ด้วยความที่เรามีโอกาสซื้อโดยเสมือนได้ส่วนลด โดยการนำไปลดหย่อนภาษีได้ ก็เลยเป็นแรงจูงใจให้ไปเปิดบัญชี และแล้วก็เหมือนทุกครั้งซื้อปั้บ วันรุ่งขึ้นทองราคาตกทันที ฮ่าๆๆๆ
Posted by: Khun T on: กันยายน 4, 2009
รู้จักคนเล่นหุ้นที่ตลาดขึ้นแต่ไม่ดีใจมั้ยครับ นั่นคืออาการของคนตกรถ ช่วงนี้ผมก็อยู่ในสภาพคล้ายๆนั้น ถึงแม้จะไม่ตกรถอย่างสมบูรณ์แบบ แต่แทนที่จะขึ้นรถเก๋งไป ดันถีบจักรยานไป
ช่วงที่ผ่านมา ก็ยังคิดอยู่ตลอดว่าสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำอย่างมาก และเป็นไปอย่างพร้อมเพรียงทั่วโลก น่าจะเป็นผลลบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก เพราะเราพึ่งพาภาคการส่งออกเป็นหลัก ถึงแม้ว่าช่วงปลายปีที่แล้วต่อต้นปี ที่มีคนออกมาพูดมากมายว่า คนจะตกงานเป็นล้าน ผมก็ไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะคนตกงานเป็นล้านถือว่าต่ำ คิดออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ ก็แค่ประมาณ 3.x% ไม่ได้เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นซะเท่าไร แต่เรื่องเศรษฐกิจโลกเป็นตัวหลักที่ทำให้เกิดความกังวลใจ ลองจิ้มๆเครื่องคิดเลขดูตอนนั้น ก็เชื่อเหมือนที่บางคนออกมาพูดว่า GDP จะลบ 6-7% ซึ่งพอประกาศออกมาก็เป็นไปตามนั้น
แล้วก็ตามมาด้วยเหตุการณ์สงกรานต์ ซึ่งเพิ่มตัวลบให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวหลังจากที่เหตุการณ์ปิดสนามบินยังไม่ทันจางไปจากความทรงจำ ทั้งส่งออกและการท่องเที่ยวซึ่งเป็นหัวใจหลักของรายได้บ้านเราโดนกระทบขนาดนี้ ก็ยิ่งเพิ่มความกังวลใจมากขึ้น
ตามมาด้วยการเมือง หลังจากเหตุการณ์ 19 เดือน 9 ก็ผ่านไปสามปีแล้ว มีรัฐบาลมาสองชุด พร้อมกับการยอมรับของคนหลายฝ่าย โดยเฉพาะคนที่มีปากมีเสียงในสังคม ก็ไม่น่าเชื่อว่า เวลาทำงานสามปีที่ผ่านมา ก็ยังไม่สามารถลดความศรัทธาของรัฐบาลก่อนเหตุการณ์สิบเก้าเดือนเก้าได้
ส่วนสุดท้ายก็คือบรรดานักดูกราฟที่ผมให้ความเชื่อ ก็ยืนยันนั่งยันจนถึงตอนนี้ว่า ตลาดยังไม่กลับตัวขึ้นไปอย่างสมบูรณ์แบบ
แล้วที่เคยเขียนไปเรื่อง Suckers Rally เมื่อเดือนมีนาคม วันนี้คำตอบก็บอกว่าที่ผ่านมาคิดผิด
เฮ้อ เลยตกรถอย่างที่ว่าไว้ แต่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งในเหตุการณ์ที่บอกกับตัวเองอยู่เสมอว่า สิ่งที่ยึดเป็นกรอบนั้นก็ยังถูกต้องอยู่
ข้อแรกและข้อสุดท้ายคงไม่ต้องขยายความ ส่วนข้อสองก็คือ ตลาดหุ้นเป็นความเสี่ยง ความเสี่ยงคือ การที่เราไม่สามารถทำนายผลลัพธ์ออกมาอย่างแม่นยำ บางครั้งผลลัพธ์ที่ออกมาก็เป็นโทษกับเรา ซึ่งทำให้ขาดทุนได้ บางครั้งผลลัพธ์ก็เป็นคุณกับเรา คือออกมาอย่างที่เราคิด และบางครั้งผลัพธ์ก็ออกมาในทิศทางเดียวกับที่เราคิด แต่เป็นระยะทางที่ยาวกว่าที่เราคาดไว้ ก็ทำให้เกิดเหตุการณ์ขายหมูอย่างใหญ่โต
เมื่อเราเชื่อว่าตลาดมีความเสี่ยงที่จะขึ้นหรือลงได้ เราก็ต้องหาวิธีที่จะจัดการกับมัน ซึ่งอาจเป็นการที่มีหุ้นอยู่ในพอร์ทตลอดเวลา การทยอยซื้อการทยอยขาย การวางกรอบการซื้อเพิ่มหรือขายเพิ่ม การคัดเลือกหุ้น และสุดท้ายก็คือการรับผิดว่า ตัวเรานั้นคิดผิด ตัดสินใจผิด
วันนี้ผมก็ไม่รู้ว่าตลาดจะเดินหน้าไปในทางไหนเหมือนเดิม ถึงแม้สภาพเศรษฐกิจจะดูดีขึ้นมาบ้าง แต่ก็ไม่ใช่ภาพที่ทำให้ผมเชื่อมั่นมาก
Posted by: Khun T on: สิงหาคม 14, 2009
ตลาดมือถือในโลกลดลงประมาณ 6% โดยคิดเป็นจำนวนเครื่อง

แต่มือถือแบบ Smart Phones มีการเติบโตสูงขึ้นประมาณ 27% ตัวเลขนี้มาจากการ์ดเนอร์ บริษัทวิจัยของอเมริกา
โนเกียถึงแม้จะสามารถเพิ่มยอดขาย 20% ในตลาดสมาร์ทโฟน แต่ก็ยังน้อยกว่าภาพรวมของตลาด ในขณะที่ iPhone เป็นแชมป์ด้านการเติบโตถึงห้าเท่า จากตอนก่อนหน้านี้ Apple iPhone VS Nokia N81และยอดขายมือถือ หนึ่งพันล้าน เครื่อง ตอนนั้นไตรมาสสองของปี 2007 ยอดขายสมาร์ทโฟนอยู่ที่ประมาณ 27 ล้านเครื่อง ตอนนี้สองปีผ่านไป ตลาดเพิ่มมาเป็น 40.9 ล้านเครื่อง ทั้งๆที่เศรษฐกิจโลกเป็นอย่างที่เราเห็นกันอยู่ และในตอนนั้นคนซื้อสมาร์ทโฟนประมาณ 10% ของตลาดรวม ตอนนี้เพิ่มมาเป็น 12.5% โดยประมาณ เห็นสำนักวิจัยตลาดฝรั่งบางสำนักบอกว่า สมาร์ทโฟนจะขึ้นไปถึง 400 ล้านเครื่องต่อปีในเร็วๆนี้ ดูแล้วก็คงถึง เพราะคิดแบบหยาบๆไตรมาสเดียว 40 ล้านเครื่องทั้งปีก็ 160 ล้าน โตแบบเดิมๆ ภายในสามปีก็เกือบถึง 400 ล้านเครื่อง
Posted by: Khun T on: สิงหาคม 6, 2009
6 สิงหาคม 2540 น่าจะถือเป็นวันคืนชีพของ Apple บริษัทคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่บุกเบิกตลาดนี้เป็นรายแรกๆ ตั้งแต่เมื่อสามสิบกว่าปีมาแล้ว ซึ่งในช่วงหลายๆปีแรก Apple ประสบความสำเร็จอย่างมาก ขนาดมีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำเลียนแบบหรือที่เรียกว่า Apple II compatible ออกมาขายเกลื่อนในตลาด แต่ในช่วงหลังจากนั้น Apple ก็ไม่ประสบความสำเร็จมากนักและมาถึงจุดตกต่ำอย่างมากจนต้องขอร้องให้ Steave Jobs ผู้ก่อตั้ง และเคยเป็นซีอีโอแต่ถูกบอร์ดไล่ออก กลับมาเป็นซีอีโออีกครั้ง หลังจากสตีฟจ็อบส์เข้ามาไม่นาน เขาก็ได้ให้กำเนิดหรือฟื้นคืนชีพให้บริษัท Apple อีกครั้ง โดยมีหนึ่งในปรากฏการณ์ที่สำคัญก็คือวันที่ 6 สิงหาในปี 2540 นั่นเอง มาดูกันว่าสตีฟทำอะไรในวันนั้น
คำพูดหนึ่งที่กินใจมากที่สตีฟจ็อบส์พูดในวันนั้น ก็คือ ‘We have to let go of a few notions here. We have to let go of the notion that for Apple to win, Microsoft needs to lose.’ เราต้องปลดปล่อยความคิด(โง่ๆ)บางอย่างวันนี้ เราต้องละความคิด(โง่ๆ)ที่ว่า Apple (จะ)ชนะ(ได้) Microsoft ต้องแพ้
ตรงที่วงสีแดงไว้ก็คือช่วงเวลาของ 6 สิงหาคม 2540 เวลานั้นราคาหุ้นอยู่ที่ประมาณ US$3-US$5 ระยะเวลาเพียงสิบสองปีที่สามรถเปลี่ยนจาก Apple Computer ในวันนั้นมากลายเป็น Apple ในวันนี้
ในวันนั้นก็คงเห็นถึงอาการตอบสนองของแฟนบอยของ Apple กันได้ดีว่ามีความรู้สึกกันอย่างไร สำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงคอมพิวเตอร์ แฟนบอยของ Apple นี่เป็นผู้ที่ลุ่มหลงเทิดทูน Apple อย่างไม่อาจหาสิ่งใดมาเทียบได้
เหตุการณ์วันนั้นเป็นเรื่องที่ไม่มีข่างลือมาก่อนหรือถ้ามีก็น้อยมาก เพราะฉนั้นทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น จะได้รับทราบข่าวนี้เป็นครั้งแรก การจับมือหรือการที่ต้องไปขอให้ศัตรูเข้ามาช่วย คงเป็นเรื่องที่สร้างความรู้สึกที่หลากหลายในใจของคนเหล่านั้น
เหตุการณ์วันนั้นเป็นการช่วยต่ออายุให้กับ Apple ทำให้มีเวลาปรับตัวจนมาสร้างปราฏฏการณ์ที่ถือว่ายิ่งใหญ่มากในช่วงปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ iMac iPod ต่อเนื่องมาถึง iPhone และเป็นการทำให้ Steve Jobs สร้างตำนานใหม่ซ้อนกับตำนานเดิมได้
วันนึงพวกเราในเมืองไทยก็คงจะก้าวข้าม notion บางอย่างกันได้ เผื่อที่จะได้ก้าวไปสู่เส้นทางที่ประสบผลที่ยิ่งใหญ่กว่าดีกว่าเส้นทางที่กำลังเดินกันอยู่ในวันนี้
Posted by: Khun T on: กรกฎาคม 5, 2009
วันนี้มีโอกาสได้กลับไปสนามม้าอีกครั้ง ครั้งนี้ไปเยี่ยมเยียนสนามม้าไทยที่นางเลิ้ง เห็นแล้วก็รู้สึกเศร้า สนามลดความคึกคักลงมาก ตัวตึกที่นั่งดูเก่าเหมือนขาดการดูแลและปรับปรุง ปริมาณคนที่เข้าไปก็ลดน้อยถอยลงอย่างมาก จากการสอบถามธุรกิจของสนามนี่ลุ่มๆตอนๆและขาดทุนบ่อยครั้ง อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับม้าแข่ง อาจรวมไปถึงม้าที่นำไปใช้ทางอื่นก็ไม่ค่อยดีมาก
สมัยเด็กๆเดินเข้าออกสนามม้าอยู่ประจำ สมัยนั้นดูแล้วยังรู้สึกถึงความตระการตาสมกับเป็นกีฬาพระราชา ตอนนั้นการแข่งขันม้าในกรุงเทพมีสัปดาห์ละสองวันผลัดวันกันระหว่างสนามไทยและสนามฝรั่งที่อยู่อังรีย์ดูนัง จนมาช่วงหนึ่งก็มีการลดลงเหลือเพียงสัปดาห์ละวัน ซึ่งก็เป็นจุดเริ่มแห่งการเสื่อมถอยของอุตสาหกรรมม้าแข่งในเมืองไทย
หลายวันก่อนเห็นในข่าวที่สิงคโปร์จัดแข่งม้า รางวัลที่หนึ่งมูลค่าสูงถึง 3 ล้านเหรียญสิงคโปร์ มีม้าจากหลายประเทศไปแข่งขันกัน ที่ฮ่องกงสนามม้าเป็นผู้บริจาคการกุศลที่ใหญ่ที่สุด เมืองไทยเราถ้วยประจำปีที่ใหญ่ที่สุดคือ ถ้วยดาร์บี้ รางวัลเพียงล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่พอซื้อม้าที่โตพร้อมจะแข่งเท่านั้นเอง ลูกม้าแข่งตัวหนึ่งก็ราคาระดับแสนแล้ว และยังต้องใช้เวลาเลี้ยงและฝึกซ้อมเป็นปีก่อนที่จะลงแข่งได้
วันนี้ก็เลยมีโอกาสเปรียบเทียบกันระหว่างการแทงม้ากับการแทงหุ้น เออ…ลงทุนในหุ้น จริงๆก็มีขั้นตอนคล้ายกันมาก ทั้งการเลือกม้าซึ่งจะดูตั้งแต่ฟอร์มการวิ่งในอดีต สายพันธฺุ์ จ็อกกี้ แล้วก็การบริหารเงินว่าจะเป็นการเล่นปริมาณเท่าไหร่ Position size และ exposer ในรูปแบบการแทงวินซึ่งต้องเข้าที่หนึ่งเท่านั้นถึงชนะหรือการแทงเพลส ม้าเข้าที่หนึ่งถึงสามก็ถือว่าชนะ หรือวิธีการแทงแบบควบสองควบสาม ซึ่งแต่ละแบบก็มีอัตราการจ่ายไม่เท่ากันในแต่ละเที่ยว ซึ่งทำให้การแทงในแต่ละรูปแบบจะมี exposer ไม่เท่ากัน
พอถึงตอนแข่ง ถึงแม้คนจะน้อยลง แต่เสียงเชียร์ม้าก็ยังเร้าใจเหมือนเดิม ดึงความทรงจำเก่าๆกลับมาได้
Posted by: Khun T on: เมษายน 25, 2009
กินไปเรื่อย เจาะวิถีอร่อยริมทาง ช่วงนี้จนถึง 7 มิถุนายน ทาง TCDC หรือสำนักงานศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ ที่อยู่ที่เอมโพเรี่ยมมีนิทรรศการเกี่ยวกับอาหารริมทาง เป็นนิทรรศการที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก ถ้าหากเดินดูและดูอย่างละเอียดก็ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ถ้าเดินผ่านๆก็ประมาณสิบห้านาที
ในงานมีเรื่องราวของอาหารการกินที่วางขายตามริมทาง ทั้งอาหาร อุปกรณ์ต่างๆ รถเข็น บรรจุภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง และก็เป็นไปตามวัตถุประสงค์หลักของ TCDC ที่ต้องเน้นเรื่องการออกแบบ การเปลี่ยนแปลง ในงานคนที่เดินดูก็อาจจะมีไอเดียบรรเจิดเกิดขึ้นได้
เฉพาะกรุงเทพเมืองหลวงของเราเมืองเดียว มีคนประมาณการณ์ว่า ยอดการซื้อขายอาหารริมทางนี้สูงถึง 150 ล้านบาทต่อวัน ถ้าหากเราคิดว่าคนในกรุงเทพมีประมาณ 10 ล้านคน ก็แปลว่าคนหนึ่งๆใช้จ่ายประมาณ 15 บาทต่อวันในการซื้ออาหารริมทาง เห็นอย่างนี้ รู้สึกว่าตัวเราจะอยู่ในกลุ่มเหนือค่าเฉลี่ยงานนี้ ลำพังซื้อผลไม้ กาแฟเย็น ของกินเล่นพวก ถั่ว ข้าวโพด ยังไม่นับกินข้าว ก๋วยเตี๋ยว ส้มตำ ก็ฉิวเฉียดหรือเกินแล้ว
คำแนะนำก่อนไปชมนิทรรศการ ควรกินอาหารให้อิ่มก่อนไป ไม่งั้นอาจจะยิ่งเพิ่มความหิวระหว่างเดินดูได้ อีกข้อหนึ่ง วันจันทร์เป็นวันหยุดของทาง TCDC เพราะฉนั้นควรไปวันอื่น
Posted by: Khun T on: เมษายน 14, 2009
หนังเก่ามากๆของชาร์ลี แชปลิน แต่มีสุนทรพจน์ที่เข้ากับยุคสมัยปัจจุบันในกรุงเทพมหานคร
คำบรรยายภาษาอังกฤษสามารถอ่านได้จากที่นี่
หนังของชาร์ลี แชปลินนี่จำไม่ได้เลย จำได้ว่าเคยดูตอนเด็กมากๆ เป็นหนังที่ไม่มีบทพูด อาศัยการแสดงและบทบรรยายนิดหน่อยในการสื่อ แต่เรื่องนี้ The Great Dictator เป็นหนังพูดแล้ว
สำหรับคนที่อยากดูเรื่องนี้ ก็สามารถเปิดดูได้ผ่านเนตโดยกดลิ้งค์ที่นี่ ระยะเวลาประมาณสองชั่วโมง ที่น่าจะเรียกเสียงหัวเราะออกมาได้ พร้อมกับซาบซึ้งกับคำปราศัยที่ปราถนาจะเห็นโลกใหม่ที่ทุกคนอยู่เคียงข้างกับคนที่มีความสุข ไม่มีการเกลียดชังหรือดูหมิ่นเหยียดหยามคนอื่น โลกซึ่งสามารถอยู่กันด้วยเหตุผล โลกซึ่งวิทยาการและความก้าวหน้านำพามาซึ่งความสุขแก่คนทุกคน
ฝากเพลงรอยยิ้มที่แต่งทำนองดนตรีโดยชาร์ลี แชปลินให้กับทุกคน
Posted by: Khun T on: เมษายน 11, 2009

ไม่รู้ใครเคยทำกิจกรรมลักษณะนี้บ้าง จดรายการที่อยากทำ อยากได้ ก่อนที่จะสิ้นลมหายใจไป ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก็มีการพูดถึงการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพนอกเหนือจากการมีชีชีวิตที่ยืนยาว หนังเรื่องนี้แกนกลางของเรื่องก็คือการใช้ชีวิตนั่นเอง
เรื่องย่อๆชายสองคนวัยเกษียณหรือใกล้เกษียณบังเอิญป่วยเป็นมะเร็งขั้นร้ายแรง แล้วมารักษาตัวในโรงพยาบาลและอยู่ในห้องพักเดียวกัน คนหนึ่งนั่งจดรายการที่อยากทำก่อนเสียชีวิต อีกคนมาเห็น แล้วก็ตกลงใจที่จะทำกิจกรรมนี้ด้วยกัน
มาดูว่าในหนังว่าทั้งสองคนจดรายการอะไรไว้บ้าง
Witness something truly majestic
Help a complete stranger for a common good
Laugh till I cry
Drive a Shelby Mustang
Kiss the most beautiful girl in the world
Get a tattoo
Skydiving
Visit Stonehenge
Spend a week at the Louvre
See Rome
Dinner at La Cherie d’Or
See the Pyramids
Get back in touch (previously "Hunt the big cat")
Visit Taj Mahal, India
Hong Kong
Victoria Falls
Serengeti
Ride the Great Wall of China
เป็นหนังที่ชอบอีกเรื่อง ดาราชายทั้งสอง ทั้งมอร์แกน ฟรีแมน และ แจ็ค นิโคลสัน ก็เป็นดาราที่ชอบอยู่แล้ว ดูหลายครั้งก็ยังชื่นชมอยู่ดี มีอะไรเล็กๆน้อยๆทางวัฒนธรรมต่างๆสอดแทรกตลอดตามเส้นทางที่ทั้งสองดำเนินไปตามรายการที่ตั้งใจไว้
มีอันหนึ่งที่พวกเราชาวพุทธอาจจะช่วยตอบคำถามในหนังได้ คำถามคือ Carter Chambers บอกว่า ในศาสนาพุทธเชื่อเรื่องการเกิดใหม่ การจะไปสู่ภพใหม่ที่ดีกว่าเดิม ขึ้นอยู่กับการกระทำ(ความดี)ในชาตินี้ Edward Cole บอกว่านี่เป็นสิ่งที่เขาสงสัยตลอดว่า อย่างหอยทากจะไปเกิดใหม่ที่ดีกว่าเดิมได้ไง หอยทากจะทำดีได้ไง หรือว่าโดยการเดินแล้วทิ้งเมือกอย่างสวยงานนั้นเหรอ
เป็นไงครับกับคำถามนี้ ใครช่วยบอก Edward Cole ได้บ้าง
อีกอย่างที่ชอบก็คือ จดหมายที่ Carter เขียนให้กับ Edward ลองดูกัน
Dear Edward,
I’ve gone back and forth the last few days trying to decide whether or not I should even write this. In the end, I realized I would regret it if I didn’t, so here it goes. I know the last time we saw each other, we weren’t exactly hitting the sweetest notes-certain wasn’t the way I wanted the trip to end. I suppose I’m responsible and for that, I’m sorry. But in all honestly, if I had the chance, I’d do it again. Virginia said I left a stranger and came back a husband; I owe that to you. There’s no way I can repay you for all you’ve done for me, so rather than try, I’m just going to ask you to do something else for me-find the joy in your life. You once said you’re not everyone. Well, that’s true-you’re certainly not everyone, but everyone is everyone. My pastor always says our lives are streams flowing into the same river towards whatever heaven lies in the mist beyond the falls. Find the joy in your life, Edward. My dear friend, close your eyes and let the waters take you home.
ขอยืมคำพูดในจดหมายมาบอกกล่าวทุกคนว่า Find the joy in your life.
ความคิดเห็นล่าสุด