Posted by: Khun T on: เมษายน 25, 2009
กินไปเรื่อย เจาะวิถีอร่อยริมทาง ช่วงนี้จนถึง 7 มิถุนายน ทาง TCDC หรือสำนักงานศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ ที่อยู่ที่เอมโพเรี่ยมมีนิทรรศการเกี่ยวกับอาหารริมทาง เป็นนิทรรศการที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก ถ้าหากเดินดูและดูอย่างละเอียดก็ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ถ้าเดินผ่านๆก็ประมาณสิบห้านาที
ในงานมีเรื่องราวของอาหารการกินที่วางขายตามริมทาง ทั้งอาหาร อุปกรณ์ต่างๆ รถเข็น บรรจุภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง และก็เป็นไปตามวัตถุประสงค์หลักของ TCDC ที่ต้องเน้นเรื่องการออกแบบ การเปลี่ยนแปลง ในงานคนที่เดินดูก็อาจจะมีไอเดียบรรเจิดเกิดขึ้นได้
เฉพาะกรุงเทพเมืองหลวงของเราเมืองเดียว มีคนประมาณการณ์ว่า ยอดการซื้อขายอาหารริมทางนี้สูงถึง 150 ล้านบาทต่อวัน ถ้าหากเราคิดว่าคนในกรุงเทพมีประมาณ 10 ล้านคน ก็แปลว่าคนหนึ่งๆใช้จ่ายประมาณ 15 บาทต่อวันในการซื้ออาหารริมทาง เห็นอย่างนี้ รู้สึกว่าตัวเราจะอยู่ในกลุ่มเหนือค่าเฉลี่ยงานนี้ ลำพังซื้อผลไม้ กาแฟเย็น ของกินเล่นพวก ถั่ว ข้าวโพด ยังไม่นับกินข้าว ก๋วยเตี๋ยว ส้มตำ ก็ฉิวเฉียดหรือเกินแล้ว
คำแนะนำก่อนไปชมนิทรรศการ ควรกินอาหารให้อิ่มก่อนไป ไม่งั้นอาจจะยิ่งเพิ่มความหิวระหว่างเดินดูได้ อีกข้อหนึ่ง วันจันทร์เป็นวันหยุดของทาง TCDC เพราะฉนั้นควรไปวันอื่น
Posted by: Khun T on: เมษายน 14, 2009
หนังเก่ามากๆของชาร์ลี แชปลิน แต่มีสุนทรพจน์ที่เข้ากับยุคสมัยปัจจุบันในกรุงเทพมหานคร
คำบรรยายภาษาอังกฤษสามารถอ่านได้จากที่นี่
หนังของชาร์ลี แชปลินนี่จำไม่ได้เลย จำได้ว่าเคยดูตอนเด็กมากๆ เป็นหนังที่ไม่มีบทพูด อาศัยการแสดงและบทบรรยายนิดหน่อยในการสื่อ แต่เรื่องนี้ The Great Dictator เป็นหนังพูดแล้ว
สำหรับคนที่อยากดูเรื่องนี้ ก็สามารถเปิดดูได้ผ่านเนตโดยกดลิ้งค์ที่นี่ ระยะเวลาประมาณสองชั่วโมง ที่น่าจะเรียกเสียงหัวเราะออกมาได้ พร้อมกับซาบซึ้งกับคำปราศัยที่ปราถนาจะเห็นโลกใหม่ที่ทุกคนอยู่เคียงข้างกับคนที่มีความสุข ไม่มีการเกลียดชังหรือดูหมิ่นเหยียดหยามคนอื่น โลกซึ่งสามารถอยู่กันด้วยเหตุผล โลกซึ่งวิทยาการและความก้าวหน้านำพามาซึ่งความสุขแก่คนทุกคน
ฝากเพลงรอยยิ้มที่แต่งทำนองดนตรีโดยชาร์ลี แชปลินให้กับทุกคน
Posted by: Khun T on: เมษายน 11, 2009

ไม่รู้ใครเคยทำกิจกรรมลักษณะนี้บ้าง จดรายการที่อยากทำ อยากได้ ก่อนที่จะสิ้นลมหายใจไป ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก็มีการพูดถึงการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพนอกเหนือจากการมีชีชีวิตที่ยืนยาว หนังเรื่องนี้แกนกลางของเรื่องก็คือการใช้ชีวิตนั่นเอง
เรื่องย่อๆชายสองคนวัยเกษียณหรือใกล้เกษียณบังเอิญป่วยเป็นมะเร็งขั้นร้ายแรง แล้วมารักษาตัวในโรงพยาบาลและอยู่ในห้องพักเดียวกัน คนหนึ่งนั่งจดรายการที่อยากทำก่อนเสียชีวิต อีกคนมาเห็น แล้วก็ตกลงใจที่จะทำกิจกรรมนี้ด้วยกัน
มาดูว่าในหนังว่าทั้งสองคนจดรายการอะไรไว้บ้าง
Witness something truly majestic
Help a complete stranger for a common good
Laugh till I cry
Drive a Shelby Mustang
Kiss the most beautiful girl in the world
Get a tattoo
Skydiving
Visit Stonehenge
Spend a week at the Louvre
See Rome
Dinner at La Cherie d’Or
See the Pyramids
Get back in touch (previously "Hunt the big cat")
Visit Taj Mahal, India
Hong Kong
Victoria Falls
Serengeti
Ride the Great Wall of China
เป็นหนังที่ชอบอีกเรื่อง ดาราชายทั้งสอง ทั้งมอร์แกน ฟรีแมน และ แจ็ค นิโคลสัน ก็เป็นดาราที่ชอบอยู่แล้ว ดูหลายครั้งก็ยังชื่นชมอยู่ดี มีอะไรเล็กๆน้อยๆทางวัฒนธรรมต่างๆสอดแทรกตลอดตามเส้นทางที่ทั้งสองดำเนินไปตามรายการที่ตั้งใจไว้
มีอันหนึ่งที่พวกเราชาวพุทธอาจจะช่วยตอบคำถามในหนังได้ คำถามคือ Carter Chambers บอกว่า ในศาสนาพุทธเชื่อเรื่องการเกิดใหม่ การจะไปสู่ภพใหม่ที่ดีกว่าเดิม ขึ้นอยู่กับการกระทำ(ความดี)ในชาตินี้ Edward Cole บอกว่านี่เป็นสิ่งที่เขาสงสัยตลอดว่า อย่างหอยทากจะไปเกิดใหม่ที่ดีกว่าเดิมได้ไง หอยทากจะทำดีได้ไง หรือว่าโดยการเดินแล้วทิ้งเมือกอย่างสวยงานนั้นเหรอ
เป็นไงครับกับคำถามนี้ ใครช่วยบอก Edward Cole ได้บ้าง
อีกอย่างที่ชอบก็คือ จดหมายที่ Carter เขียนให้กับ Edward ลองดูกัน
Dear Edward,
I’ve gone back and forth the last few days trying to decide whether or not I should even write this. In the end, I realized I would regret it if I didn’t, so here it goes. I know the last time we saw each other, we weren’t exactly hitting the sweetest notes-certain wasn’t the way I wanted the trip to end. I suppose I’m responsible and for that, I’m sorry. But in all honestly, if I had the chance, I’d do it again. Virginia said I left a stranger and came back a husband; I owe that to you. There’s no way I can repay you for all you’ve done for me, so rather than try, I’m just going to ask you to do something else for me-find the joy in your life. You once said you’re not everyone. Well, that’s true-you’re certainly not everyone, but everyone is everyone. My pastor always says our lives are streams flowing into the same river towards whatever heaven lies in the mist beyond the falls. Find the joy in your life, Edward. My dear friend, close your eyes and let the waters take you home.
ขอยืมคำพูดในจดหมายมาบอกกล่าวทุกคนว่า Find the joy in your life.
Posted by: Khun T on: มีนาคม 24, 2009
ทุกครั้งที่ตลาดหุ้นลงมาเยอะ และเข้าสู่ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ มักจะมีเหตุการณืที่หุ้นขึ้นมา และเรียกกันว่า Sucker Rally หรือภาษาที่สุภาพก็เป็น Bear Rally ซึ่ง Sucker Rally นี้ก็จะตามมาด้วยตลาดหุ้นที่ปรับลดลงต่อ เพราะช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ดึงดูดคนที่กลัวเสียโอกาส นึกว่าหุ้นจะกลับไปเหมือนปกติ รวมถึงการที่ผู้ที่เคย short หุ้นไว้ก็เริ่มที่จะทำกำไร โดยทำการซื้อหุ้นคืนที่ยืมมา ช่วงเวลานี้จะเป็นช่วงที่คนติดหุ้นมาก เพราะตลาดก็ลงมามากแล้ว โอกาสที่ตลาดจะกลับตัวก็ต้องมี และพอเริ่มเห็นตลาดกลับมา คนก็เลยเริ่มซื้อ หรือรีรอดูว่าขึ้นจริงหรือเปล่า พอผ่านไปหุ้นก็ยังขึ้นต่อ ก็จะยิ่งดึงให้คนเข้ามามากขึ้น
ช่วงนี้ตลาดหุ้นก็กำลังเกิดเหตุการณ์หุ้นขึ้นอยู่ ก็ไม่รู้ว่าเป็น Sucker Rally หรือตลาดกลับตัวได้จริง เวลาจะเป็นตัวบอก
Posted by: Khun T on: มีนาคม 13, 2009
อากาศร้อนมาก แล้วก็ลมน้อย ปีนี้ร้อนเร็วมาก หวังว่าคงร้อนไม่นาน
ช่วงฤดูร้อนก็ดีอย่าง ดอกไม้ออกดอกมากมาย เดินผ่านบ้านใกล้ๆในละแวกเดียวกันมีดอกไม้หอมมาก ตอนแรกนึกว่าดอกราตรี เพราะมีกลิ่นหอมยามเย็นเป็นต้นไป ผ่านไปหลายวันเจอคุณป้าบ้านนั้นเลยรู้ว่าดอกวาสนา แต่ตอนนี้ก็เหี่ยวไปแล้ว ช่วงนี้ดอกแก้ว ดอกลั่นทมออกดอกเบ่งบาน แต่ที่น่าสงสัยก็คือ ชมพูพันธ์ทิพย์ ทำไมยังมีดอกติดต้นอยู่เลย ปกติปลายหนาวเข้าร้อนไม่กี่วันก็ร่วงหมดแล้ว
มีคนบอกหน้าร้อนไม่เหมาะกับเพลงเศร้า เลยหาเพลงนี้มาให้ฟัง จริงๆแล้ววิธีคลายร้อนที่ดีก็คือการทำให้เหงื่อออก กินอาหารเผ็ดร้อน ฟังเพลงร็อคก็คงเป็นอีกอย่างที่ทำให้เหงื่ออกได้
Posted by: Khun T on: มีนาคม 7, 2009
Star Trek ตอนใหม่กำหนดฉายในสหรัฐอเมริกา วันที่ 8 พฤษภาคม 2552 นี้
ตอนใหม่นี้เป็นหนังโรงเรื่องที่ 10 เนื้อเรื่องย้อนกลับไปสมัยกัปตันเคิร์คยังวัยรุ่น เป็นเรื่องหนึ่งที่แฟนๆเทร็คกี้ทั้งหลายใจหายใจคว่ำลุ้นแล้วลุ้นอีกว่าจะสร้างหรือไม่สร้าง ในที่สุดก็ได้เวลาที่จะออกมาให้ทุกคนได้ดูแล้ว อดใจรออีกนิดเดียว ระหว่างนี้ก็ชมหนังตัวอย่างไปพรางๆก่อนก็แล้วกัน
Posted by: Khun T on: มกราคม 18, 2009
บารัค โอบามา เขียนจดหมายถึงลูกสาวทั้งสองในสัปดาห์ที่ผ่านมา (จัดพิมพ์เมื่อ 14 มกราคม 2552 โดย Parade Magazine) คุณพ่อบารัค เกริ่นนำว่าเวลาที่ทั้งครอบครัวใช้ร่วมกันในระหว่างการรณรงค์หาเสียงสองปีที่ผ่านมา ไม่อาจทดแทนเวลาที่จากกันในช่วงเวลาเดียวกัน เลยอยากบอกเล่าถึงสาเหตุที่เขาตัดสินใจลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ทำให้ทั้งครอบครัวต้องเข้าสู่เส้นทางเดินนี้
บารัคว่าไว้เมื่อเขายังหนุ่ม ก็คิดถึงแต่ตัวเอง ทำยังไงที่จะปูทางชีวิตในโลกเพื่อประสบความสำเร็จและได้ในสิ่งที่หวัง แต่เมื่อมีลูกสาวทั้งสองที่มาพร้อมกับความสนใจอยากรู้ ความซุกซนและเรื่องก่อกวน และรอยยิ้มที่ไม่เคยที่จะไม่เติมเต็มความสุขในหัวใจของพ่อ เรื่องที่พ่อเคยคิดว่าสำคัญก็ไม่ใช่อีกต่อไป พ่อเริ่มค้นพบว่าความสุขที่สุดของพ่อก็คือเมื่อพ่อเห็นความสุขของลูกๆ และเรื่องต่างๆในชีวิตพ่อก็ไม่สำคัญอีกต่อไป นอกจากจะสามารถวางใจได้ว่าลูกๆมีโอกาสทุกครั้งที่จะมีความสุขและโอกาสในการเติมเต็มชีวิตของลูกๆ นั่นก็คือคำตอบที่ว่า ทำไมพ่อถึงลงชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีเพื่อสิ่งที่พ่อหวังให้ลูกและกับเด็กทุกคนในประเทศนี้
พ่ออยากจะให้เด็กทุกคนมีโอกาสไปโรงเรียนที่สมกับศักยภาพของแต่ละคน โรงเรียนที่ท้าทายเด็ก บันดาลใจเด็ก และซึมซับความรู้สึกพิศวงต่อโลกรอบตัวเด็ก พ่ออยากให้เด็กๆมีโอกาสในการเรียนต่อมหาวิทยาลัย ถึงแม้พ่อแม่ผู้ปกครองจะไม่ใช่เป็นคนมีฐานะ พ่ออยากให้เด็กเหล่านั้นมีงานดีๆทำ งานที่สร้างผลตอบแทนที่ดี งานที่มีสวัสดิการอย่างประกันสุขภาพ งานที่ยังให้เขามีโอกาสใช้เวลากับลูกได้ และสามารถให้เขาเกษียณอย่างภูมิใจ
…
Dear Malia and Sasha,
I know that you’ve both had a lot of fun these last two years on the campaign trail, going to picnics and parades and state fairs, eating all sorts of junk food your mother and I probably shouldn’t have let you have. But I also know that it hasn’t always been easy for you and Mom, and that as excited as you both are about that new puppy, it doesn’t make up for all the time we’ve been apart. I know how much I’ve missed these past two years, and today I want to tell you a little more about why I decided to take our family on this journey.
When I was a young man, I thought life was all about me—about how I’d make my way in the world, become successful, and get the things I want. But then the two of you came into my world with all your curiosity and mischief and those smiles that never fail to fill my heart and light up my day. And suddenly, all my big plans for myself didn’t seem so important anymore. I soon found that the greatest joy in my life was the joy I saw in yours. And I realized that my own life wouldn’t count for much unless I was able to ensure that you had every opportunity for happiness and fulfillment in yours. In the end, girls, that’s why I ran for President: because of what I want for you and for every child in this nation.
I want all our children to go to schools worthy of their potential—schools that challenge them, inspire them, and instill in them a sense of wonder about the world around them. I want them to have the chance to go to college—even if their parents aren’t rich. And I want them to get good jobs: jobs that pay well and give them benefits like health care, jobs that let them spend time with their own kids and retire with dignity.
I want us to push the boundaries of discovery so that you’ll live to see new technologies and inventions that improve our lives and make our planet cleaner and safer. And I want us to push our own human boundaries to reach beyond the divides of race and region, gender and religion that keep us from seeing the best in each other.
Sometimes we have to send our young men and women into war and other dangerous situations to protect our country—but when we do, I want to make sure that it is only for a very good reason, that we try our best to settle our differences with others peacefully, and that we do everything possible to keep our servicemen and women safe. And I want every child to understand that the blessings these brave Americans fight for are not free—that with the great privilege of being a citizen of this nation comes great responsibility.
That was the lesson your grandmother tried to teach me when I was your age, reading me the opening lines of the Declaration of Independence and telling me about the men and women who marched for equality because they believed those words put to paper two centuries ago should mean something.
She helped me understand that America is great not because it is perfect but because it can always be made better—and that the unfinished work of perfecting our union falls to each of us. It’s a charge we pass on to our children, coming closer with each new generation to what we know America should be.
I hope both of you will take up that work, righting the wrongs that you see and working to give others the chances you’ve had. Not just because you have an obligation to give something back to this country that has given our family so much—although you do have that obligation. But because you have an obligation to yourself. Because it is only when you hitch your wagon to something larger than yourself that you will realize your true potential.
Love, Dad
อ่านจนจบแล้วทำให้ผมคิดถึงบทความของอ.ป๋วย เรื่อง คุณภาพแห่งชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดาสู่เชิงตะกอน ว่าไปแล้วกี่สิบปีที่ผ่านมา ชีวิตของคนเราทั้งบ้านเราบ้านอื่นต่างก็ต้องการสิ่งที่ใกล้เคียงกัน เป็นความต้องการร่วมของคุณภาพชีวิตของคนทั้งโลกจริงๆ
คุณภาพแห่งชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดาสู่เชิงตะกอน
เมื่อผมอยู่ในครรภ์ของแม่
ผมต้องการให้แม่ได้รับประทานอาหารที่เป็นคุณประโยชน์
และได้รับความเอาใจใส่ และบริการอันดีในเรื่องสวัสดิภาพของแม่และเด็ก
ผมไม่ต้องการมีพี่น้องมากอย่างที่พ่อแม่ผมมีอยู่ และแม่จะต้องไม่มีลูกถี่นัก
พ่อกับแม่จะแต่งงานกันถูกฎหมาย หรือธรรมเนียมประเพณีหรือไม่ ไม่สำคัญ
แต่สำคัญที่ พ่อกับแม่ต้องอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข ทำความอบอุ่นให้ผมและพี่น้อง
ในระหว่าง 2-3 ขวบแรกของผม ซึ่งร่างกายและสมองผมกำลังเติบโตในระยะที่สำคัญ
ผมต้องการให้แม่ผมกับตัวผม ได้รับประทานอาหารที่เป็นคุณประโยชน์
ผมต้องการไปโรงเรียน
พี่สาวหรือน้องสาวผมก็ต้องการไปโรงเรียน
จะได้มีความรู้หากินได้ และจะได้รู้คุณธรรมแห่งชีวิต
ถ้าผมมีสติปัญญาเรียนชั้นสูงๆ ขึ้นไป
ก็ให้มีโอกาสเรียนได้ ไม่ว่าพ่อแม่ผมจะรวยหรือจน
จะอยู่ในเมืองหรือชนบทแร้นแค้น
เมื่อออกจากโรงเรียนแล้ว
ผมต้องการงานอาชีพที่มีความหมาย
ทำให้ได้รับความพอใจว่า ตนได้ทำงานเป็นประโยชน์แก่สังคม
บ้านเมืองที่ผมอาศัยอยู่จะต้องมีขื่อ มีแป
ไม่มีการข่มขู่ กดขี่ หรือประทุษร้ายกัน
ประเทศของผมควรจะมีความสัมพันธ์อันชอบธรรม และเป็นประโยชน์กับโลกภายนอก
ผมจะได้มีโอกาสเรียนรู้ถึงความคิด และวิชาของมนุษย์ทั้งโลก
และประเทศของผมจะได้มีโอกาส รับเงินทุนจากต่างประเทศ
มาใช้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม
ผมต้องการให้ชาติของผมได้ขายผลิตผลแก่ต่างประเทศด้วยราคาอันเป็นธรรม
ในฐานะที่ผมเป็นชาวไร่ชาวนา
ผมก็อยากมีที่ดินของผมพอสมควรสำหรับทำมาหากิน มีช่องทางได้กู้ยืมเงินมาขยายงาน
มีโอกาสรู้วิธีการทำกินแบบใหม่ๆ มีตลาดดี และขายสินค้าได้ราคายุติธรรม
ในฐานะที่ผมเป็นกรรมกร ผมก็ควรจะมีหุ้นมีส่วนในโรงงาน บริษัท ห้างร้านที่ผมทำอยู่
ในฐานะที่ผมเป็นมนุษย์ ผมก็ต้องการอ่านหนังสือพิมพ์ และหนังสืออื่นๆ ที่ไม่แพงนัก
จะฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์ ก็ได้โดยไม่ต้องทนรบกวนจากการโฆษณามากนัก
ผมต้องการสุขภาพอนามัยอันดี และรัฐบาลจะต้องให้บริการป้องกันโรคแก่ผมฟรี
กับบริการการแพทย์ รักษาพยาบาลอย่างถูกอย่างดี
เจ็บป่วยเมื่อใดหาหมอพยาบาลได้สะดวก
ผมจำเป็นต้องมีเวลาว่างสำหรับเพลิดเพลินกับครอบครัว
มีสวนสาธารณะที่เขียวชะอุ่ม
สามารถมีบทบาท และชมศิลปะ วรรณคดี นาฏศิลป์ ดนตรี วัฒนธรรมต่างๆ
เที่ยวงานวันงานลอยกระทง งานนักขัตฤกษ์ งานกุศลอะไรก็ได้พอสมควร
ผมต้องการอากาศบริสุทธิ์สำหรับหายใจ น้ำดื่มบริสุทธิ์สำหรับดื่ม
เรื่องอะไรที่ผมเองไม่ได้ หรือได้แต่ของไม่ดี
ผมก็จะขอความร่วมมือกับเพื่อนฝูงในรูปสหกรณ์ หรือ สโมสร หรือสหภาพ
จะได้ช่วยซึ่งกันและกัน
เรื่องที่ผมจะเรียกร้องข้างต้นนี้ ผมไม่เรียกร้องเปล่า
ผมยินดีเสียภาษีอากรให้ส่วนรวมตามอัตภาพ
ผมต้องการโอกาสที่มีส่วนในสังคมรอบตัวผม
ต้องการมีส่วนในการวินิจฉัยโชคชะตาทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของชาติ
เมียผมก็ต้องการโอกาสต่างๆ เช่นเดียวกับผม
และเราสองคนควรจะได้รับความรู้และวิธีการวางแผนครอบครัว
เมื่อแก่ ผมและเมียก็ควรได้ประโยชน์ตอบแทนจากการประกันสังคม
ซึ่งผมได้จ่ายบำรุงตลอดมา
เมื่อจะตาย ก็ขออย่าให้ตายอย่างโง่ๆ อย่างบ้าๆ
คือตายในสงครามที่คนอื่นก่อให้เกิดขึ้น ตายในสงครามกลางเมือง
ตายเพราะอุบัติเหตุรถยนต์ ตายเพราะน้ำหรืออากาศเป็นพิษ
หรือตายเพราะการเมืองเป็นพิษ
เมื่อตายแล้ว ยังมีทรัพย์สมบัติเหลืออยู่ เก็บไว้ให้เมียผมพอใจในชีวิตของเธอ
ถ้าลูกยังเล็กอยู่ก็เก็บไว้ เลี้ยงให้โต
แต่ลูกที่โตแล้วไม่ให้ นอกนั้นรัฐบาลควรเก็บไปหมด
จะได้ใช้เป็นประโยชน์ในการบำรุงชีวิตของคนอื่นๆ บ้าง
ตายแล้ว เผาผมเถิด อย่าฝัง
คนอื่นจะได้มีที่ดินอาศัยและทำกิน
และอย่าทำพิธีรีตอง ในงานศพให้วุ่นวายไป
นี่แหละคือความหมายของชีวิต
นี่แหละคือการพัฒนาที่จะควรให้เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของทุกคน
สุดท้ายนี้ ขอขอบพระคุณท่านทั้งหลายที่อุตส่าห์อ่านมาจนจบ ขอความสุขสวัสดีและสันติสุข จงเป็นของท่านทั้งหลาย และพระท่านกล่าวไว้ดังนี้เกี่ยวกับความสวัสดี
“เราตถาคตไม่เห็นความสวัสดีอื่นใดของสัตว์ทั้งหลาย นอกจากปัญญา เรื่องตรัสรู้ ความเพียร ความสำเร็จอินทรีย์ และความเสียสละ”
Posted by: Khun T on: มกราคม 16, 2009
ยักษ์ใหญ่โลกอินเทล (Nasdaq: INTC) ประกาศผลประกอบการออกมาแล้ว กำไรลดลง 90% จากไตรมาส 4 ปีที่แล้วทีได้กำไรต่อหุ้นที่ $0.39 แต่ไตรมาส 4 ปีนี้ทำได้เพียง $0.04 เท่านั้นเอง ขณะที่รายได้ลดลงประมาณ 23% จากไตรมาสสี่ปีที่แล้ว อืมม์ เป็นไปได้ไง
เหตุผลหลัก ก็คือ การตัดขาดทุนการลงทุน และการตัดขาดทุนจากสินค้าคงคลัง แต่ต่อให้บวกกลับพวกนี้เข้ามาก็ยังทำให้กำไรลดลงอย่างมาก ถ้างั้นเหตุผลคืออะไร
นี่เป็นเหตุการณ์ของกิจการที่มี ต้นทุนคงที่สูง เมื่อยอดขายลดลง สิ่งที่ตามมาก็คือต้นทุนต่อหน่วยเพิ่มขึ้นทันที เพราะฉนั้นเวลายอดขายลด ผลกระทบต่อกำไรจึงมากกว่า ตัวเลขอีกตัวที่ดูได้ก็คือ Gross Margin หรือ กำไรขั้นต้นที่ลดลง 6% จาก ไตรมาสสามของปีนี้
แล้วอย่างนี้จะมีผลอย่างไรต่อหุ้นอีเลคโทรนิคส์ในไทย อาการออกมาจะดีกว่าหรือหนักกว่าที่อินเทลเจอ
Posted by: Khun T on: มกราคม 10, 2009
ในช่วงที่ผ่านมาเร็วๆนี้ เจอกรณีที่ผมกลัวที่สุดในการลงทุนในหุ้น ซึ่งคือ การที่บัญชีของบริษัทนั้นเชื่อถือไม่ได้ ในไทยบริษัทนำเข้ารถยนต์ซึ่งควรมีทรัพย์สินเป็นรถยนตร์เพื่อขายสี่ร้อยห้าร้อยคันเกิดหายวับไปกับตา และแค่ไม่กี่วันที่ผ่านมา หนึ่งในสามยักษ์ใหญ่ของวงการเอาท์ซอร์สซิ่งของอินเดีย ประธานออกมาสารภาพว่า เงินสดมูลค่าหนึ่งพันล้านเหรียญนั้นไม่มีอยู่จริง อ่านรายละเอียดข่าว Satyam ได้ที่นี่ ดูหุ้นที่เทรดในตลาดนิวยอร์ค หุ้นเทรดที่ตลาดบอมเบย์
ทำไมผมกลัวเรื่องนี้ที่สุด ก็เพราะระบบที่เราอยู่กันในวันนี้ เรามีกลไกเดียวที่ช่วยดูเรื่องนี้ก็คือ การที่บัญชีต้องมีการตรวจสอบโดยสำนักงานบัญชีที่ได้รับการรับรอง ปัญหาก็คือ มันเป็นกลไกที่น้อยมาก และปัญหานี้ก็ไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะในตลาดกำลังพัฒนาอย่างอินเดียหรืออย่างไทย ถ้ายังจำกันได้ที่อเมริกาเองก็มีกรณี Enron ซึ่งก็เกิดขึ้นมาไม่นานประมาณช่วงปี 2000 ที่ผ่านมานี้เอง
กรณีอย่างนี้เป็นศัตรูที่สำคัญที่สุดของนักลงทุน เพราะเป็นลักษณะการปลอมบัญชีขึ้นมา ทำให้เราที่เป็นนักลงทุนตรวจสอบได้ยาก อย่างกรณีของไทยนั้นเป็นบริษัทขนาดเล็ก เพิ่งเข้ามาในตลาดไม่นานประมาณปีกว่าๆสองปี แต่กรณีของอินเดียนี่เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ยอดขายต่อปีมากกว่าสองพันล้านเหรียญสหรัฐ มีลูกค้าเป็นบริษัทชั้นนำของโลกอย่าง GE GM Citi และที่อื่นๆ อยู่ในอุตสาหกรรมดาวรุ่งและเติบโตในการรับงานต่อที่คนทั่วไปก็รู้ข่าวกันโดยทั่วว่าอินเดียเป็นผู้นำในด้านนี้ หุ้นของบริษัทมีการซื้อขายทั้งที่อินเดียและที่อเมริกา ที่อเมริกานี่ก็มีการซื้อขายมาตั้งแต่ช่วงปี 2001 ก็ถือว่าอยู่ในตลาดมานาน ผมเชื่อว่าหุ้นนี่น่าจะเป็นหุ้นชั้นนำ เป็นบลูชิป ของตลาดอินเดียเลยทีเดียว
ทางออกของนักลงทุนอย่างเราๆก็คงไม่พ้นคำว่า Diversify การกระจายการลงทุน
Posted by: Khun T on: มกราคม 3, 2009
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เด็กชายเริ่มต้นการเดินทาง เด็กน้อยเติบโตเป็นชายหนุ่ม แล้วชายหนุ่มก็กลายเป็นตำนาน
เรื่องนี้มีอีกชื่อในภาษาอังกฤษว่า Legend of 1900 เป็นหนังอิตาเลี่ยนเกี่ยวกับชีวิตของผู้ชายที่เกิดและเติบโตบนเรือโดยสารข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก และเป็นผู้มีพรสวรรค์ทางด้านเปียนโน และเป็นที่เล่าขานระบือไป แม้ยอดเปียนโนแห่งยุค Jelly Roll Morton ยังเดินทางมาท้าประลองความสามารถด้วย เป็นฉากการประชันเปียนโนที่สนุกมาก และเป็นหนึ่งในฉากดีๆของการเล่นเปียนโนในหลายๆฉากของหนังเรื่องนี้
มีคนว่าไว้เพลงนี้เป็นการบอกเล่าผ่านเสียงเพลง (Music Talk) ถ้าหากใครสามารถแปลได้ ช่วยบรรยายให้ที
ปล. ได้อ่าน 0165- 1001ii on YouTube เลยทำให้คิดถึงหนังเรื่องนี้
ความคิดเห็นล่าสุด