ราคาหุ้น
Posted on: กุมภาพันธ์ 19, 2006
- In: ลงทุน
- 3 ความเห็น
ราคาหุ้นที่เหมาะสม ราคาหุ้นยุติธรรม หุ้นถูก หุ้นแพง เป็นคำที่เรามักได้ยินอยู่เสมอ การคำณวนหาราคาหุ้นมีหลากหลายวิธีมาก ซึ่งในวันนี้เราคงไม่สามารถพูดถึงได้หมด วันนี้เราจะดูแค่ราคาหุ้นในมุมเดียว เวลาพูดถึงราคาหุ้นเราก็คงเคยได้ยินว่าหุ้นนี้ถูกเพราะ PE ยังต่ำ หุ้นนี้แพงเพราะ PE สูงแล้ว PE คืออะไร พีอี (PE) พีอีอาร์ (PER) พีอีเรโช(PE Ratio) หรือคำเต็มๆ ราคาต่อกำไร (Price to earning ratio) ลองดูสูตรของพีอีดูนะครับ
PE = ราคาหุ้น หารด้วย กำไรต่อหุ้น
สมมติหุ้นราคาหุ้นละ 100 บาท และกิจการทำกำไรต่อหุ้นปีที่ผ่านมา 10 บาท
PE = 100 หารด้วย 10 ซึ่งก็จะได้ค่าพีอีของหุ้นหรือกิจการนี้เท่ากับ 10 แค่นี้เองง่ายมั้ยครับ
ในคราวที่แล้วเรื่องถูก-แพง เราได้ลองดูเกี่ยวกับราคาของสินทรัพย์ประเภทหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นตราสารหนี้หรือพันธบัตร (ในเมืองไทยเราใช้พันธบัตรสำหรับตราสารหนี้รํฐบาลและหุ้นกู้สำหรับเอกชน) คราวนี้เราลองดูในเรื่องหุ้นบ้าง โดยใช้พีอีที่เราเพิ่งรู้มา
ลองดูตัวอย่าง
| เงินต้น | ผลตอบแทน | อัตราผลตอบแทน | พีอี | |
| ฝากออมทรัพย์ | 100 | 1.00 | 1.00% | 100.00 |
| ฝากประจำ | 100 | 5.00 | 5.00% | 20.00 |
| ค่าพีอีที่ ตลท อยากเห็น | 100 | 6.67 | 6.67% | 15.00 |
| ลงทุนในหุ้น ก | 100 | 10.00 | 10.00% | 10.00 |
| ค่าพีอีของ ตลท ปัจจุบัน | 100 | 11.00 | 11.00% | 9.09 |
| ลงทุนในหุ้น ข | 100 | 20.00 | 20.00% | 5.00 |
ดูตารางแล้วบางคนก็อาจสงสัยว่าผลตอบแทนของตลากหลักทรัพย์หรือหุ้น ก หรือหุ้น ข (เป็นหุ้นสมมติ) มาจากอะไร ผลตอบแทนนั้นมาจากส่วนต่างราคาที่เราซื้อมาแล้วขายไปหรือเปล่า หรือจากเงินปันผล คำตอบคือไม่ใช่นะครับ ในที่นี้ก็คือการที่กิจการที่เราถือสามารถทำกำไรต่อหุ้นได้เท่าไหร่ ที่มาก็คือ การที่เราซื้อหุ้นของกิจการใด เราก็เป็นเจ้าของกิจการนั้นตามสัดส่วน การที่กิจการทำกำไรได้ เราก็เป็นเจ้าของกำไรนั้นด้วยตามสัดส่วน
จากตารางเราก็จะเห็นว่ายิ่งค่าพีอีต่ำ อัตราผลตอบแทนก็ยิ่งสูง การที่เรานำเงินฝากธนาคารในบัญชีออมทรัพย์ที่อัตราดอกเบี้ย 1% ต่อปี ก็เหมือนเราซื้อทรัพย์สินที่มีค่าพีอีเท่ากับ 100 เท่า ปกติค่าพีอีก็มักพูดในหน่วยว่า”เท่า” ซึ่งก็มาจากว่าเราจ่ายในราคากี่เท่าของผลตอบแทน ในอีกมุมหนึ่งบางคนก็บอกว่าค่าพีอีบอกถึงระยะเวลากี่ปีที่จะได้ทุนคืน เช่น พีอีสิบเท่า ก็ต้องใช้เวลาสิบปีที่ผลตอบแทน (ซึ่งในที่นี้ก็คือร้อยละสิบ) จะเท่ากับเงินที่ลงทุนไป
เราเห็นอะไรอีก เราเห็นว่าในแถวค่าพีอีของ ตลท ปัจจุบัน จะมีอัตราผลตอบแทนประมาณ 11% โดยมีพีอี 9.09 เท่า (ประมาณเอานะครับ หรือเดาๆเอานั่นเอง :) ถ้าอยากเห็นตัวเลขจริงๆก็คำณวนหาได้โดยเอา มูลค่าหุ้นทั้งหมดในตลาด หารด้วย ผลรวมของกำไรและขาดทุนสุทธิของทุกบริษัทในตลาด ก็จะได้พีอีของตลาด)
เห็นอย่างนี้สรุปได้เลยว่า แทนที่เอาเงินไปฝากธนาคารเอาเงินไปซื้อหุ้นดีกว่าเห็นๆ จริงหรือเปล่า?
ก็คงไม่ใช่ เพราะอะไร
เงินฝากธนาคารไม่มีความเสี่ยงเรื่องเงินต้น เงินต้นไม่หายแน่ๆ แต่หุ้นไม่แน่อาจลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้
เงินฝากธนาคารถ้าเป็นการฝากประจำ ในช่วงเวลาที่อยู่ในระยะเวลาของฝากประจำได้ผลตอบแทนที่รู้แน่ๆ แต่ผลกำไรของกิจการอาจลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้
ค่าพีอีของหุ้นคำณวนจากผลประกอบการหรือกำไรที่บริษัททำได้ในอดีต แต่อนาคตไม่แน่ว่าจะยังสามารถทำกำไรได้เท่าเดิมหรือไม่ แต่ถ้าเราคิดในแง่ลบตลอด ก็น่าสงสัยว่าทำไมมีคนที่ลงทุนในตลาดหุ้น เน้นเฉพาะลงทุนระยะยาวนะครับ ก็เพราะว่าหลายคนสามารถคำณวนหรือคาดการณ์ความเสี่ยงได้ แน่นอนไม่มีใครรู้จริง แต่ด้วยกระบวนการการวิเคราะห์ ก็พอที่จะให้เราคาดคะเนความเป็นไปได้ และผลของเหตุการณ์ต่างๆ ถ้าเกิดขึ้นแล้วเราจะมีผลกระทบอย่างไรบ้าง
และในทางกลับกันทำไมคนยังลงทุนในทรัพย์สินที่ค่าพีอีสูงมากๆ เช่น การฝากเงินธนาคารในบัญชีออมทรัพย์
เรื่องพีอีคงจะเป็นเรื่องที่ต้องคุยกันในรายละเอียดมากขึ้นอีกครั้ง สุดท้ายขอเน้นว่า ห้ามซื้อหุ้นโดยที่ดูค่าพีอีอย่างเดียว หรือซื้อหุ้นตัวนี้เพราะพีอีต่ำมาก ขอย้ำอีกที ห้ามซื้อหุ้นโดยที่ดูค่าพีอีอย่างเดียว หรือซื้อหุ้นตัวนี้เพราะพีอีต่ำมาก โดยที่ไม่ดูเรื่องอื่นๆนะครับ
3 Responses to "ราคาหุ้น"
ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณมากๆ ที่แบ่งปันความรู้ครับ
คำถามครับ
earning คือเงินปันผลต่อหุ้นหรือเปล่าครับ
และ earning คิดในปีปัจจุบัน หรือเฉลียในอดีตกีปีครับ
นับถือ
จีระเดช







1 | Thai Baht… ways to Happy and earn money » เงินเฟ้อกับราคาหุ้น
มิถุนายน 18, 2006 ที่ 5:09 pm
[...] คราวนี้ถ้าจำได้เกี่ยวกับเรื่องพีอี (หรือ P/E ratio) จากตอนเรื่องราคาหุ้นและหลากหลายวิธีคิดพีอี ก็จะพอจำได้ว่าเงินฝากประจำที่ผลตอบแทนร้อยละ 5 ก็เหมือนกับทรัพย์สินที่มีค่าพีอีเท่ากับ 20 เท่า แล้วเงินฝากประจำที่ผลตอบแทนร้อยละ 10.25 ก็เหมือนกับทรัพย์สินที่มีค่าพีอีเท่ากับ 9.76 เท่า เมื่อมีอัตราเงินเฟ้อเกิดขึ้นนักลงทุนก็คาดหวังผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยกับอัตราเงินเฟ้อแทให้ผลตอบแทนแท้จริงอยู่ในระดับเดิม [...]