Posted by: Khun T on: มิถุนายน 23, 2006
จากตอนที่แล้วเราก็เห็นว่าในสภาวะที่คนเชื่อว่าอัตราเงินเฟ้อจะเกิดขึ้นสูงขึ้นก็ทำให้ราคาหุ้นลดลงเพื่อทำให้ผลตอบแทนแท้จริงมาอยู่ในระดับที่นักลงทุนต้องการ ตอนนี้ก็จะมาพูดถึงกลุ่มหุ้นบางตัวบางกลุ่มที่ยังสามารถมีราคาอยู่ในระดับสูงหรือยังมีค่าพีอีสูงได้เป็นเพราะอะไร
คราวที่แล้วใช้อัตราดอกเบี้ยฝากประจำเป็นสินทรัพย์ฐานซึ่งจะต่างไปจากสินทรัพย์ชนิดหุ้นในแง่ว่า กิจการที่อยู่ในสภาวะเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นก็ย่อมทำให้เผชิญกับต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น ต้นทุนในการดำเนินงานที่สูงขึ้น ก็ย่อมอยากขึ้นราคาขายเป็นการกระจายภาระต้นทุนไปสู่ผู้บริโภคด้วย ถ้าหากราคาของไม่ขึ้นก็ย่อมไม่มีสภาวะเงินเฟ้อเนอะ
สมมติถ้าหากทุกอย่างคงที่แต่มีอัตราเงินเฟ้อเกิดสูงขึ้นและกิจการยังสามารถขายสินค้าหรือบริการได้กำไรเท่าเดิม คำถามก็คือเราคิดว่าบรฺษัทนี้ควรมีกำไรเท่าไหร่ในปีหน้า คำตอบก็น่าจะเป็นว่า ก็กำไรของปีนี้บวกด้วยผลของเงินเฟ้อ
ผลของเงินเฟ้อก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการกระจายภาระเงินเฟ้อออกไปยังลูกค้า ถ้าหากอยู่ในธุรกิจที่มีความสามารถในการกระจายอัตราเงินเฟ้อต่ำก็ทำให้กำไรน้อยกว่าบริษัทที่มีความสามารถที่สูงกว่า
ถ้าหากเรากำหนดให้ทุกอย่างคงที่แล้วเรามองแค่ว่ามีปัจจัยเงินเฟ้อกับความสามารถในการกระจายภาระเงินเฟ้อไปสู่ลูกค้าได้ เราก็จะเห็นว่าถ้าหากบริษัทใดก็ตามที่สามารถกระจายภาระเงินเฟ้อออกไปได้ทั้งร้อยเปอร์เซนต์บริษัทนั้นๆย่อมมีกำไรได้สูงกว่า เพราะลูกค้าก็ยังยอมซื้อสินค้าหรือบริการทั้งที่มีราคาสูงขึ้น
เราสามารถกำหนดออกมาเป็นสูตรการคำนวณได้ดังนี้
แล้วลองสมมติว่ามีบริษัทแห่งหนึ่งเคยมีกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 1 บาท บริษัทนี้ไม่คาดว่าจะมีอัตราเติบโต และมีการคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ร้อยละ 5
จากทั้งหมดเราก็จะเห็นแล้วว่าผลกระทบระหว่างเงินเฟ้อกับผลกำไรของบริษัทโดยสมมติให้สิ่งอื่นๆคงที่ ก็จะเห็นว่าบรฺษัทที่มีความสามารถในการกระจายภาระเงินเฟ้อได้มากก็จะมีผลตอบแทนที่สูงกว่าบริษัทที่มีความสามารถต่ำ
ตามรูปกราฟข้างบน ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างว่าถ้าสมมติบริษัทเคยมีกำไร 1 บาท มีสภาวะเงินเฟ้ออยู่ที่ร้อยละ 5 นักลงทุนมีความต้องการผลตอบแทนแท้จริงที่ร้อยละ 6 แล้วทุกอย่างคงที่ จะเห็นว่าบริษัทที่สามารถกระจายภาระเงินเฟ้อออกไปได้ร้อยละ 20 ค่าพีอีจะอยู่ที่ 10 เท่า ในขณะที่บริษัทที่มีความสามารถกระจายภาระเงินเฟ้อออกไปได้ร้อยละ 60 ค่าพีอีจะอยู่ที่ 12.5 เท่า
ในตลาดหลักทรัพย์จริงเราเลยเห็นว่าธุรกิจบริการอย่าง โรงแรม ค้าปลีก เป็นต้น ที่มีราคาหุ้นหรือค่าพีอีสูง ส่วนหนึ่งที่สำคัญก็เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่เชื่อว่าธุรกิจเหล่านี้มีความสามารถในการกระจายภาระเงินเฟ้อได้ดีกว่าธุรกิจอื่นๆ
Posted by: Khun T on: มิถุนายน 18, 2006
ถ้ามีสภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น จะเกิดอะไรกับราคาหุ้น
คำตอบโดยรวมก็น่าจะเป็นว่าราคาหุ้นลดลง แต่จริงๆสิ่งที่เราเห็นในตลาดหลักทรัพย์ กลับกลายว่ามีหุ้นบางกลุ่มที่ราคากลับเพิ่มขึ้น ทำไมถึงเป็นเช่นนี้
เรามาลองดูแนวคิดพื้นฐานก่อน ถ้าหากปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยฝากประจำ 1 ปีอยู่ที่ร้อยละ 5 ซึ่งสมมติป็นอัตราที่พอใจ ถ้าหากเราฝากเงินซัก 1 หมื่นบาท พอครบกำหนดเราก็จะมีเงินรวม 10,500 บาท โดยสมมติว่าไม่มีภาระภาษี คราวนี้สมมติว่า อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ร้อยละ 5 เงิน 10,500 บาทในอนาคตก็จะมีค่าเพียง 10,000 บาทเท่านั้น เพราะฉนั้นผลตอบแทนแท้จริงก็เท่ากับศูนย์
แต่เมื่อเราอยากได้ผลตอบแทนร้อยละ 5 จริงๆ เราก็คาดหวังว่าเราควรมีเงินในอนาคตอยู่ที่ 10,500 x 1.05 = 11,025 ซึ่งถ้าเทียบกลับก็คือเราอยากได้อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ร้อยละ 10.25 เพราะที่อัตรานี้เราถึงจะได้ผลตอบแทนแท้จริงที่ร้อยละ 5
คราวนี้ถ้าจำได้เกี่ยวกับเรื่องพีอี (หรือ P/E ratio) จากตอนเรื่องราคาหุ้นและหลากหลายวิธีคิดพีอี ก็จะพอจำได้ว่าเงินฝากประจำที่ผลตอบแทนร้อยละ 5 ก็เหมือนกับทรัพย์สินที่มีค่าพีอีเท่ากับ 20 เท่า แล้วเงินฝากประจำที่ผลตอบแทนร้อยละ 10.25 ก็เหมือนกับทรัพย์สินที่มีค่าพีอีเท่ากับ 9.76 เท่า เมื่อมีอัตราเงินเฟ้อเกิดขึ้นนักลงทุนก็คาดหวังผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยกับอัตราเงินเฟ้อเพื่อทำให้ผลตอบแทนแท้จริงอยู่ในระดับเดิม
เมื่อเทียบกับหุ้น เมื่อนักลงทุนอยากได้ผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยอัตราเงินเฟ้อ ทางหนึ่งที่ทำได้ก็คือซื้อหุ้นที่ราคา(P)ที่ลดลง ก็ทำให้ค่าพีอีลดลง หรืออัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้น
แล้วทำไมถึงมีหุ้นบางกลุ่มบางตัวที่ยังมีค่าพีอีหรือราคาที่ยังอยู่ในระดับที่สูง เอาไว้ต่อตอนหน้าก็แล้วกัน
อ่านต่อตอนที่สองได้ที่นี่
ความคิดเห็นล่าสุด