Posted by: Khun T on: ตุลาคม 29, 2007
วันนี้เป็นวันแรกที่มีการเทรด SET 50 Options ประเดิมไปในวันแรกมีจำนวนสัญญาที่ซื้อขายกันทั้งหมด 304 สัญญา น้อยกว่าที่ผมคิดนะ จากข้อมูลเมื่อมีการเปิดตลาดอนุพันธ์ ประเทศไทย เปิดทำการซื้อขายครั้งแรก วันนั้นมีการซื้อขายไป 161 สัญญา แต่เดี๋ยวนี้ตลาดฟิวเจอร์ซื้อขายวันละหลายพันสัญญา วันนี้ตลาดอ็อพชั่นเปิดยังนึกว่าน่าจะขึ้นไปเกือบพันสัญญา แต่ผลที่ออกมาน้อยกว่าที่คิด
เป็นวันแรกก็คงมีปัญหาขลุกขลัก ความไม่พร้อมของคน นี่ขนาดมีโปรโมชั่นจากตลาด ใครที่ทำการซื้อขายจะได้รับรีเบทจากตลาด แต่ก็ยังสร้างมูลค่าได้น้อยไปหน่อย ตามดูไปไม่น่าจะนาน เราคงเห็นเทรดกันวันละพันสัญญาด้วยความรวดเร็ว ดีไม่ดีภายในอาทิตย์สองอาทิตย์นี้เลย
Posted by: Khun T on: ตุลาคม 24, 2007
จากที่คุณ Momo ตั้งคำถามไว้
จากการที่ดิฉันได้อ่านบทความเกี่ยวกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจคือเป็นการเพิ่มศักยภาพในการทำงานที่ดีขึ้น แล้วดิฉันอยากทราบว่ามีวิธีอื่นอีกไหมที่ไม่ต้องมีแปรรูปรัฐวิสาหกิจแต่ยังคงไว้ซึ่งการทำงานของรัฐวิสาหกิจที่ดีและยังทำให้ศักยภาพในการได้รับบริการของประชาชนนั้นดีเหมือนเดิมหรือดีมากกว่าเดิมขอบคุณค่ะ
ผมคิดว่าในเชิงทฤษฏีมีครับ แต่ในทางปฏิบัติไม่แน่ใจ
ธุรกิจหลายๆอย่างสามารถอยู่ได้แข่งขันได้ โดยมีผู้บริหารที่ดี มีแผนงานที่ดี มีทีมงานที่ผลักดันแผนงานต่างๆให้เกิดขึ้น เสนอสิ่งที่ลูกค้าหรือตลาดต้องการ และลูกค้ายินดีที่จะจ่ายเพียงพอให้ธุรกิจมีกำไรมากพอที่สามารถมีเงินทุนไปปรับปรุงพัฒนาทั้งตัวธุรกิจ สินค้าหรือบริการ และบุคคลากรต่างๆให้มีความสามารถเพิ่มขึ้นได้
ใช่มั้ยครับ ไม่เห็นมีอะไรยากเลย ยิ่งรัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่มีข้อได้เปรียบที่หน่วยงานทางรัฐต้องซื้อสินค้าหรือบริการจากรัฐวิสาหกิจก่อน ซึ่งก็น่าที่จะทำให้ไม่มีคู่แข่ง น่าจะดำเนินการได้อย่างสบาย
แต๋… สิ่งที่เราเห็นในความเป็นจริงกลับไม่เป็นอย่างนั้นเลย ทำไม…
ผมคงข้ามข้อกล่าวหาหลายๆข้อที่เราอาจได้ยินได้เห็นจากคนทั่วไปหรือสื่อต่างๆอยู่แล้ว ซึ่งกลายเป็นความคิดแบบสะดวกอีกข้อไปแล้ว แต่อยากยกตัวอย่างบริษัทเอกชนที่พบเห็นมา (ผมเคยอยู่ในกิจการแบบนี้นานมาแล้ว) ลองเอามาเป็นแนวความคิด เคยมีและเชื่อว่ามีอยู่และจะมีอีกต่อไปในอนาคต ที่บริษัทขนาดใหญ่เปิดบริษัทย่อยเพื่อมารับบริการและขายคอมพิวเตอร์ให้กับบริษัทในเครือ และวันหน้าจะได้ออกไปบริการให้ลูกค้าภายนอก เป็นการนำรายได้เข้ามา และประหยัดจากส่วนต่างของกำไรแทนที่จะจ่ายให้คนนอก ก็จ่ายให้กับบริษัทลูกของตนเอง ฟังดูดีใช่มั้ยครับ มีเหตุมีผล มีการประหยัด และสร้างธุรกิจใหม่ แต่ทำไมเรากลับไม่เห็นบริษัทแบบนี้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นรายใหญ่ หรืออยู่ในกลุ่มท็อปเทนท็อปไฟว์ของธุรกิจไอที
เป็นไปได้มั้ยว่า เป็นเพราะเรื่องแรงจูงใจ ในแง่บริษัทผู้ให้บริการไอทีที่เป็นบริษัทลูก ก็รู้อยู่แล้วว่ายังไงๆบริษัทต่างๆที่อยู่ในเครือต้องซื้อสินค้าและบริการจากที่นี่แน่ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ถ้างั้นก็ไม่ต้องจ้างพนักงานแพงๆ (ดีหรือเปล่าไม่แน่ใจนะ แต่ส่วนใหญ่ของดีไม่ค่อยถูก) เอาแค่พอพูดจารู้เรื่องก็พอ เด็กใหม่ๆก็ได้ เพราะงานหลักจริงๆก็แค่ไปรับออร์เดอร์หรือคำสั่งซื้อแล้วก็จัดการส่งของ งบพัฒนาหรืออบรมก็ไม่ต้องมาก เพราะเก่งหรือไม่เก่ง พวกบริษัทในเครือก็ของตายอยู่แล้ว ยังไงก็ต้องซื้อเรา พอเป็นสังเขปก็พอนะครับ ที่ผมเคยเจอและเห็นมาก็ไม่เลวร้ายขนาดนี้ แต่ก็เรียกได้ว่า ความรู้สึกว่าเป็นของตายนี่ค่อนข้างจริง
ในแง่รัฐวิสาหกิจก็จะมีเรื่องราวที่ซับซ้อนกว่านั้นอีกเยอะมาก ทั้งในเรื่องกฏระเบียบที่ว่าตามตัวอักษรอย่างมาก ระบบผลตอบแทนพนักงานที่ผูกติดเป็นกฏหมาย [...]
Posted by: Khun T on: ตุลาคม 19, 2007
จากที่คุณ ByBeeR (สงสัยจะมีเบียร์วางอยู่ข้างๆตลอด ) โพสคำถามไว้
ดิฉันไม่ทราบอะไรเท่าไหร่นะคะ ได้ยินข่าวมาเท่านั้น แต่ไม่ทราบรายละเอียดอะไรมากนัก “คือ เรื่อง การฝากเงินกับธนาคาร ที่ว่า ทางธนาคารจะไม่รับรองความเสี่ยงในการฝากเงินกับทางธนาคาร อะไรประมาณนี้น่ะค่ะ “อยากทราบรายละเอียดค่ะ…..
ภาพรวมๆก็คือ กฏหมายนี้ยังไม่ผ่านนะครับ ถ้ากฏหมายนี้ผ่านสิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือ เงินฝากของเราในธนาคาร (จริงๆคงเป็นสถาบันการเงิน แต่เผอิญผมไม่ทราบว่าคำนี้มีนิยามครอบคลุมธุรกิจประเภทใดบ้าง) ซึ่งในปัจจุบัน ถ้าหากเกิดเหตุที่ทำให้ธนาคารต้องปิดตัวไป เราสามารถที่จะรับเงินคืนจากรัฐบาลไทยได้ตามจำนวนเงินฝากที่เรามีทั้งหมด แต่กฏหมายนี้จะทำให้การคุ้มครองนี้ลดลงเหลือเพียงจำนวนเงินหนึ่งล้านบาทต่อบุคคลต่อธนาคาร
เพราะฉนั้นถ้าเรามีเงินสดอยู่ห้าล้าน เราก็กระจายไปฝากธนาคาร ห้าหกแห่ง หรือ แบ่งฝากในชื่อคนในครอบครัว แทนที่ในปัจจุบันอาจใช้ชื่อพ่อบ้านคนเดียว ก็แบ่งออกมาฝากในนามแม่บ้านด้วย ถ้าหากธนาคารใดล้ม เงินที่เราฝากอยู่ก็ยังสามารถไปขอคืนจากรัฐบาลไทยได้ในวงเงินหนึ่งล้านบาท
ลองเข้าไปอ่านที่คุณ mymoney เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ได้ครับ ในหัวเรื่อง ความคืบหน้าล่าสุดของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก
ส่วนตัวผมเองก็ไม่มีความเห็นอะไรมากไปกว่าว่า รู้สึกวงเงินน้อยไปนิดหน่อย น่าจะอยู่ที่ระดับซักห้าล้านบาท และอีกข้อหนึ่งในอนาคตทางสถาบันการเงินต่างๆ อาจจะออกกลไกในการคุ้มครองที่สูงกว่าก็ได้ ถ้าหากเห็นความต้องการในตลาด
Posted by: Khun T on: ตุลาคม 18, 2007
มีเรื่องอะไรบ้างที่เรายิ่งให้ออกไป เราจะมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เท่าที่พอนึกออกตอนนี้ก็คือ
ความรู้ ข้อนี้ว่ากันตามทฤษฎีเรียนรู้ การเรียนที่มีประสิทธิผลโดยเรียงจากน้อยไปมาก เรียนโดยวิธีฟัง อ่าน สอน ทำ เพราะฉนั้นตามทฤษฎี การสอนในความรู้ที่เรามี ยิ่งทำให้ความรู้นั้นมีมากขึ้น และยังมีอีกเรื่องก็คือการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มุมมอง ต่อความรู้นั้นๆ ก็ยิ่งทำให้ความรู้นั้นๆมีมากยิ่งขึ้น
หุ้น ข้อนี้ก็แปลก ปกติคนที่ลงทุนในกิจการหรือเรื่องใดๆ มักไม่ค่อยออกไปป่าวประกาศชักชวนให้คนมาทำแข่ง แต่พอลงทุนในหุ้นนี่ ออกไปบรรยายสรพคุณ ยกแม่น้ำฮวงโหบวกกับอเมซอนมาอธิบาย โน้มน้าวให้คนเห็นดีเห็นงาม
พฤติกรรม อืมม์ ข้อนี้จากการสังเกตและการยำทฤษฎีฝูงชน ลองทำการทดลองกันดูก็ได้ แจกรอยยิ้มไป คุณจะได้รอยยิ้มกลับมา จากที่เรามียิ้มเดียว เราจะได้รอยยิ้มจากทุกคน
น้ำใจ ข้อนี้ก็ยืนยัน เห็นมานักต่อนัก คนยิ่งมีน้ำใจ ยิ่งได้รับน้ำใจกลับมา
อืมม์ มีเรื่องอะไรอีก ที่เรายิ่งให้ออกไป จะยิ่งได้รับกลับมา และยิ่งเพิ่มพูนในสิ่งนั้นๆ
Posted by: Khun T on: ตุลาคม 11, 2007
วันนี้อ่านบทวิเคราะห์ตัวหนึ่งแล้วรู้สึกเสียดายเวลาที่อ่านอย่างมาก ไม่คิดเลยว่าทำไมถึงเขียนแบบนี้ออกมา ลองอ่านกันดูก่อนนะครับ ไฟล์ตัวเต็มสามารถอ่านได้ที่นี่
CCET-W2 : ประเมินราคาใบสำคัญแสดงสิทธิ
ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของ บมจ. แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์(ประเทศไทย) (CCET-W2) จะเข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ตั้งแต่วันที่ 11ตุลาคม 2550 เป็นต้นไป โดยใช้ชื่อย่อว่า “CCET-W2″ และมีกำหนดใช้สิทธิครั้งแรกคือ วันที่ 29 กันยายน 2551
ลักษณะ เงื่อนไข และ สาระสำคัญ CCET-W2
วันที่เริ่มทำการซื้อขาย: 11 ตุลาคม 2550
ประเภทหลักทรัพย์ : ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญ CCET
จำนวนใบสำคัญแสดงสิทธิ : 156,000,000 หน่วย
สิทธิของใบสำคัญแสดงสิทธิ : ใบสำคัญแสดงสิทธิ 1 หน่วยมีสิทธิซื้อหุ้น CCET ได้ 1 หุ้น ในราคาใช้สิทธิ 1.00 บาท
อายุของใบสำคัญแสดงสิทธิ: 3 ปี (วันใช้สิทธิครั้งแรกคือ 29 กันยายน 2551 และหลังจากนั้นใช้สิทธิได้ 3 ครั้งคือปลายเดือนกันยายนของทุกปี)
ราคาใบสำคัญแสดงสิทธิ : [...]
Posted by: Khun T on: ตุลาคม 6, 2007
ความคิดเชิงสะดวกอีกข้อหนึ่งที่กำลังถูกท้าทาย ก็คือ ชาติพันธุ์มนุษย์ ที่แบ่งกันเป็นชนเผ่า และมาเรียกว่าเป็นชาติในภายหลัง แม้กระทั่งในเมืองไทยที่เคยถูกสอนว่าคนไทยอพยพมาจากภูเขาอันไตตอนใต้ประเทศจีน และถูกท้าทายโดยหลักฐานทางโบราณคดีที่ว่าคนไทยไม่ได้มาจากไหนอยู่ที่นี่มาโดยตลอด ในวันนี้ความเชื่อเรื่องชาติพันธุ์กำลังถูกท้าทายอีกครั้งจากหลักฐานทางชีววิทยา
Where do you really come from? And how did you get to where you live today? DNA studies suggest that all humans today descent from a group of African ancestors who-about 60,000 years ago-began a remarkable journey. Follow the journey from them to you, as written in your [...]
Posted by: Khun T on: ตุลาคม 5, 2007
วันก่อนฟังรายการหนึ่งมีอาจารย์ทางเศรษฐศาสตร์พูดคำหนึ่งออกมาว่า เศรษฐกิจอเมริกาน่าจะยังไปได้ดีอยู่ โดยดูได้จาดดัชนีดาวโจนส์ที่ยังปรับตัวขึ้น พอผมฟังแล้วก็รู้สึกทันทีว่า แนวคิดว่าดัชนีตลาดหุ้นเป็นตัวชี้วัดล่วงหน้าของสภาวะเศรษฐกิจในหกเดือนข้างหน้ายังเป็นเรื่องจริงอยู่หรือเปล่า หรือว่าเป็นความคิดแบบสะดวกที่ต้องถูกท้าทายจากสภาพแวดล้อมในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จนเราเชื่อกันว่าโลกวันนี้แบน ไม่กลมอย่างที่เป็นมา
ถึงแม้ผมยังเชื่อว่าราคาหุ้นในระยะยาวจะปรับตัวไปตามผลประกอบการของบริษัท แต่ก็เป็นแค่หนึ่งในปัจจัยเท่านั้น นอกจากนี้สภาพแวดล้อมในปัจจุบันก็เปลี่ยนไปอย่างมาก
บริษัททั้งสามสิบบริษัทที่อยู่ในดาวน์โจนส์ไม่ได้ทำธุรกิจเฉพาะประเทศอเมริกาเท่านั้น ยกเว้นบริษัทผู้ให้บริการโทรคมนาคมที่น่าจะมีรายได้ส่วนใหญ่ในประเทศ ผมเชื่อว่ายอดขายของบริษัทเหล่านี้โดยรวมมาจากนอกประเทศอเมริกาตั้งแต่ 30% จนถึง 60% และกระจายตัวไปทั่วทุกหวีปในโลก และเป็นการกระจายทั้งรายได้และฐานการผลิต
ระบบการเงินโลกที่ทำให้การเคลื่อนย้ายเงินไปลงทุนในที่ต่างๆทำได้ง่ายขึ้นและเปิดโอกาสให้แม้กระทั่งนักลงทุนบุคคลธรรมดาก็สามารถทำได้ ทำให้การปรับตัวขึ้นลงของราคาหุ้นเป็นไปตามปริมาณเงินลงทุนมากขึ้น กฏระเบียบที่ผ่อนคลายลงของแต่ละประเทศ รวมทั้งประเทศไทยก็เป็นไปในแนวนี้
ถ้าหากแนวคิดนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ดัชนีดาวโจนส์ก็น่าจะสะท้อนสภาวะเศรษฐกิจของโลกมากกว่า เพราะถ้าเศรษฐกิจโลกไม่หดตัวลง เราก็คงจะเห็นดัชนีดาวโจนส์เติบโตไปได้อีก
ความคิดเชิงสะดวกหรือความคิดความรู้เก่าอาจจะต้องถูกท้าทายตลอดเวลา เราคงต้องติดตามศึกษากันไปในแต่ละสาขาอาชีพของเราเอง ซึ่งเราก็คงไม่รู้ว่าบทสรุปจะถูกหรือผิด แต่ก็คงต้องเปิดกว้างในการสังเกตการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ความคิดเห็นล่าสุด