Posted by: Khun T on: กรกฎาคม 2, 2008
ช่วงนี้ไปไหนก็จะมีการพูดถึงเงินเฟ้อ ในบล็อกนี้เราก็เคยคุยกันเรื่องราคาหุ้นกับเงินเฟ้อไป ช่วงที่มีภาวะเงินเฟ้อราคาหุ้นจะลดลง เพราะนักลงทุนมีความต้องการผลตอบแทนเท่าเดิม ราคาที่จะเข้าลงทุนก็ต้องต่ำลง ในช่วงภาวะอย่างนี้ หลายคนก็เริ่มคิดจะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้เพิ่มโดยลดเงินลงทุนในหุ้น แต่ในความคิดผมอัตราดอกเบี้ยที่สี่ห้าเปอร์เซ็นต์ที่ตราสารหนี้ให้ ยังไงก็น่าจะไม่พอกับเงินเฟ้อที่เกิดขึ้น การลงทุนในหุ้นโดยระยะยาวก็ยังเป็นเครื่องมือที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินเฟ้อ สำหรับคนที่เก็บเงินแล้วซื้อกองทุนเรื่อยๆก็คงไม่มีอะไรที่ต้องคิดมาก แต่สำหรับคนที่ลงทุนหุ้นเป็นตัวๆโดยใช้การวิเคราะห์นั้น ผลดำเนินงานไตรมาสสองที่จะออกมาในเดือนหน้า เราคงต้องพิจารณากันมากขึ้น
ในช่วงที่มีภาวะเงินเฟ้อผลกระทบต่อกิจการก็คือต้นทุนของที่สูงขึ้น ราคาขายของอาจปรับไม่ได้เลยหรือปรับเพิ่มได้ไม่เท่ากับอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และมีความเสี่ยงที่กำลังซื้อของผู้บริโภคอาจลดลง ซึ่งทั้งหมดทำให้เกิดความเสี่ยงที่กำไรอาจจะลดน้อยถอยลง ในไตรมาสสองนี้นอกเหนือจากการวิเคราะห์ปกติที่ทำอยู่แล้ว รอบนี้อาจต้องให้ความสำคัญกับยอดขาย กิจการที่สามารถทำยอดขายที่สูงขึ้นในไตรมาสนี้ก็น่าจะพอแปลว่ากำลังซื้อหรือความนิยมในสินค้าคงยังมีอยู่ต่อ ถึงแม้กิจการที่ยอดขายสูงขึ้นแต่กำไรบรรทัดสุดท้ายอาจลดลงเพราะต้นทุนวัตถุดิบที่โตขึ้นตามเงินเฟ้อก็ยังดีกว่ากิจการที่ยอดขายลดลง เพราะเพียงแต่รอเวลาที่เหมาะสม ทั้งการปรับราคาขึ้นหรือวัตถุดิบราคาลดลง กำไรก็จะกลับมาดีกว่าที่เคยผ่านมา เพราะตราบใดที่สินค้ายังเป็นที่นิยม คู่แข่งที่แย่กว่าก็จะยิ่งแย่ลงในสภาวะการณ์เช่นนี้
อีกตัวหนึ่งที่คงจะให้ความสนใจมากขึ้นก็คือกำไรขั้นต้น ธุรกิจที่สามารถรักษากำไรขั้นต้นได้หรือเพิ่มขึ้น ก็น่าจะพอคิดได้ว่าสินค้านั้นเป็นที่ต้องการถึงสามารถโอนภาระเงินเฟ้อไปให้ผู้บริโภคได้ทั้งหมด ซึ่งยิ่งยอดขายของธุรกิจนี้ไม่ลดลงด้วยแล้วก็จะยิ่งดี
ไตรมาสสองนี้ตลาดโดยรวมก็คงไม่คาดหวังว่าบริษัทโดยทั่วๆไปจะโชว์ผลดำเนินงานที่สดใส ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาดูหุ้นฝรั่งที่ตลาดนิวยอร์ค หลายบริษัทที่ประกาศผลดำเนินงานออกมาดี แต่ผู้บริหารก็ถือโอกาสในการเตือนว่าระยะเวลาข้างหน้าบรรยากาศในธุรกิจจะไม่ค่อยสดใสอย่างที่เป็นมา ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ผู้บริหารลดความคาดหวังจากนักลงทุน และเป็นการลดความกดดันไว้ล่วงหน้า ซึ่งก็จะไม่ค่อยเหมือนเมืองไทย จะดีจะร้ายก็มักจะพูดว่าทุกอย่างไปได้ดี จำได้ว่าเวลาดูใน cnbc นักลงทุนนักวิเคราะห์ที่นั่นจะจดสถิติว่าหุ้นแต่ละตัวทำผลประกอบการสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้กี่ไตรมาสติดต่อกัน ซึ่งก็เป็นแรงจูงใจให้ผู้บริหารที่นั่นต้องคอยจัดการกับเรื่องความคาดหวังในตลาดด้วย
ความคิดเห็นล่าสุด