Thai Baht… ways to Happy and earn money

บริหารความเสี่ยงด้วยตราสารอนุพันธ์ SET 50 Futures

Posted on: กรกฎาคม 2, 2006

Leverตลาดอนุพันธ์ก็ได้เปิดดำเนินการมาสองเดือนเต็มๆแล้ว จากวันแรกที่มีปริมาณซื้อขาย ๑๖๑ สัญญา ช่วงหลังนี้มีการซื้อขายขึ้นไประดับวันละหลายร้อยสัญญาและเคยขึ้นไปมากถึง ๑,๔๒๕ สัญญา ก็นับว่าเป็นการประสบความสำเร็จในเบื้องต้นที่ดีมาก

สำหรับนักลงทุนทั่วไปที่สะสมเงินออมไว้ในรูปของการถือหุ้น แต่ไม่ได้เป็นเทรดเดอร์หุ้นที่ทำการซื้อขายหุ้นทุกวันก็อาจมองข้ามตราสารอนุพันธ์ไปเพราะคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเอง แต่จริงๆแล้วเราสามารถใช้เซ็ทห้าสิบฟิวเจอร์นี้มาช่วยเราได้

ก่อนอื่นเราก็มาดูว่าราคาหุ้นนั้นเป็นตัวสะท้อนความเสี่ยงที่เกิดขึ้น หรือเป็นผลของความเสี่ยง คราวนี้ความเสี่ยงของหุ้นในกิจการใดกิจการหนึ่งไปเกี่ยวอะไรกับตลาดโดยรวม อันนี้ก็เพราะว่า ความเสี่ยง (หรือราคาหุ้นที่ขึ้นลง) นั้นมีองค์ประกอบใหญ่ๆอยู่สองอย่างก็คือ ความเสี่ยงของตลาด และความเสี่ยงของกิจการ

ความเสี่ยงของตลาด ปกติจะเป็นสิ่งที่มากระทบกับทุกกิจการอย่างเช่น อัตราดอกเบี้ย สภาวะเศรษฐกิจ สภาวะตลาด ปกติความเสี่ยงของตลาดไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ไม่สามารถกระจายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงได้

ความเสี่ยงของกิจการอันนี้ก็ง่ายๆ ก็คือเรื่องที่เข้ามากระทบกับบริษัทใดบริษัทหนึ่งโดยเฉพาะ ความเสี่ยงแบบนี้สามารถลดลงได้ด้วยการลงทุนในหลายๆกิจการที่ดำเนินธุรกิจต่างกัน

ก็เอาแค่แบบย่อๆพอให้เห็นภาพเรื่องความเสี่ยงนะครับ คราวนี้เซ็ทห้าสิบฟิวเจอร์จะมาช่วยนักลงทุนระยะยาวได้ยังไง ปกติหุ้นแต่ละตัวก็จะสะท้อนความเสี่ยงผ่านราคาที่ซื้อขาย และเราก็รู้แล้วว่าความเสี่ยงนั้นประกอบไปด้วยสองส่วน ทั้งความเสี่ยงที่มาจากตลาดรวมกับความเสี่ยงที่เป็นของกิจการเอง ดังนั้นเราก็พอจะหาความสัมพันธ์ระหว่างราคาหุ้นของเรากับดัชนีของตลาด ซึ่งเรียกกันว่าค่าเบต้า (Beta) โดยกำหนดให้ตลาดโดยรวมมีค่าเบต้าเท่ากับ ๑ และถ้าหุ้นของเราหรือพอร์ทโฟลิโอของหุ้น (Stock Portfolio) ของเรามีค่าเบต้ามากกว่าตลาด สมมติอยู่ที่ ๑.๕ ก็หมายความว่า ถ้าดัชนีตลาดเปลี่ยนแปลงไปเป็นบวกร้อยละสิบ ราคาหุ้นเราก็มีโอกาสที่จะเปลี่ยนไปในทิศทางบวกเช่นกัน แต่จะเพิ่มขึ้นมากกว่าตลาด ๑.๕ เท่า หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ ๕๐ ในกรณีนี้

ลำดับถัดไปเราก็ต้องหาค่าความสัมพันธ์ของผลตอบแทนของพอร์ทโฟลิโอเมื่อเทียบกับเซ็ท ๕๐ หรือหาค่าเบต้าของพอร์ทโฟลิโอ (Portfolio Beta) วิธีคำนวณจริงๆจะค่อนข้างซับซ้อนและยาก โอกาสหน้าอาจจะเอามาพูดคุยกันอีกที แต่วันนี้เราทำแบบง่ายๆ ก็คือ จดตัวเลขดัชนีเซ็ท ๕๐ ไว้พร้อมกับมูลค่าทั้งหมดของพอร์ทโฟลิโอของเรา ทำทุกวันได้ก็ดี แต่เราทำแบบง่ายๆ ผมก็จดแค่ช่วงหัวท้ายของระยะเวลาหนึ่งๆ โดยสมมติว่า

วันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๔๙ ซึ่งดัชนีเซ็ท ๕๐ อยู่ที่ ๕๓๙.๔๐ และสมมติมูลค่าพอร์ทโฟลิโอเราอยู่ที่ ๑ ล้านบาท

วันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๔๙ ซึ่งดัชนีเซ็ท ๕๐ อยู่ที่ ๔๔๖.๑๒ และสมมติมูลค่าพอร์ทโฟลิโอเราอยู่ที่ ๘ แสนบาท

ถ้าเราดูแค่นี้เราก็จะหาว่าเมื่อดัชนีเซ็ท ๕๐ เปลี่ยนแปลงไปจาก ๕๓๙.๔๐ เป็น ๔๔๖.๑๒ หรือคิดเป็นร้อยละ ๑๗.๒๙ มูลค่าพอร์ทโฟลิโอเราจะปลี่ยนไปประมาณร้อยละ ๒๐ แล้วเราก็ใช้วิธีบัญญัติไตรยางค์มาเทียบว่าเมื่อดัชนีเซ็ท ๕๐ เปลี่ยนแปลงไปร้อยละ ๑๗.๒๙ มูลค่าพอร์ทโฟลิโอเราจะปลี่ยนไปประมาณร้อยละ ๒๐ แล้วถ้าดัชนีเซ็ท ๕๐ เปลี่ยนแปลงไปร้อยละ ๑๐๐ มูลค่าพอร์ทโฟลิโอเราจะปลี่ยนไปประมาณ ๑๑๖ หรือเมื่อให้ดัชนีเซ็ท ๕๐ อยู่ที่ ๑ ค่าเบต้าของพอร์ทโฟลิโอเราก็จะเป็น ๑.๑๖

จากนี้เราก็พอมองเห็นค่าความสัมพันธ์ของมูลค่าพอร์ทโฟลิโอเราเมื่อเทียบกับดัชนีเซ็ท ๕๐ หรือค่าเบต้า ซึ่งอยู่ที่ ๑.๑๖ เท่า ก็ทำให้เราพอจะคาดการณ์ได้ว่าถ้าหากดัชนีเซ็ท ๕๐ เปลี่ยนแปลงไปร้อยละ ๑ มูลค่าพอร์ทโฟลิโอเราก็จะเปลี่ยนไปเป็นประมาณ ๑.๑๖ เท่าของช่วงเวลาเดียวกัน หรือเมื่อดัชนีเซ็ท ๕๐ เปลี่ยนไปร้อยละ ๑๐ มูลค่าพอร์ทโฟลิโอเราก็จะเปลี่ยนไปประมาณร้อยละ ๑๖ ในทิศทางเดียวกัน

เมื่อเราคาดการณ์ได้ค่าเบต้าของพอร์ทโฟลิโอเราแล้ว ในช่วงที่ผ่านมาที่ตลาดหุ้นตกเราก็จะมีทางเลือกเพิ่มแทนที่จะต้องขายหุ้นออก เราก็สามารถทำการขาย (Short position) ตราสารอนุพันธ์เซ็ทห้าสิบล่วงหน้าตามสัดส่วน ถ้าตามตัวอย่างเราก็สามารถช็อต ๒.๓๒ สัญญาเพื่อที่จะคุ้มครองมูลค่าพอร์ทเราได้ทั้งหมด เพราะเราจะขาดทุนจากมูลค่าหุ้นที่เรามีในพอร์ท แต่จะไดกำไรจากการ short ตราสารอนุพันธ์เซ็ทห้าสิบล่วงหน้าที่เหมือนกับว่าเราขายเซ็ท ๕๐ไปในวันที่ราคาสูง เมื่อเซ็ท ๕๐ มีการลดลงก็ทำให้เรากำไร

ตอนนี้เราทำแบบง่ายๆเพื่อให้เห็นแนวคิดเท่านั้น เวลาใช้งานจริงการคำนวณหาค่าเบต้าจะมีรายละเอียดมากกว่านี้ แต่อยู่ในบนหลักการพื้นฐานเดียวกัน แล้วก็การคำนวณหาเบต้าตัวเลขก็จะเปลี่ยนไปตามจำนวนปริมาณข้อมูลย้อนหลังที่นำมาใช้ และอีกข้อก็คือเรื่องในอนาคตอาจจะไม่เหมือนในอดีต เพราะเราอาจเห็นว่าเมื่อดัชนีเซ็ท ๕๐ เปลี่ยนไปร้อยละ ๑๐ แต่มูลค่าพอร์ทเราอาจเปลี่ยนไปร้อยละ ๒๐ ก็ได้ แต่อย่างน้อยเราก็จะเห็นภาพได้ว่ามูลค่าพอร์ทโฟลิโอเรามีความสัมพันธ์กับดัชนีอย่างไรในอดีตที่ผ่านมา

6 Responses to "บริหารความเสี่ยงด้วยตราสารอนุพันธ์ SET 50 Futures"

[…] ตอนที่แล้วเรื่องบริหารความเสี่ยงด้วยตราสารอนุพันธ์ SET 50 Futures มีการพูดถึงเรื่องความเสี่ยงของตลาดและความเสี่ยงของกิจการ ซึ่งเวลาพูดถึงความเสี่ยงของตลาด (Systematic Risk) หลายๆคนก็จะบอกได้เลยว่าเป็นความเสี่ยงที่ไม่สามารถลดลงได้ […]

อยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับการคำนวณค่าความเสี่ยงของมูลค่าพอร์ตจากการลงทุนในหุ้น set50 และวัดค่าความเสี่ยงจาการลงทุนใน set50+set50 index future เพื่อต้องการดูว่าการนำฟิวเจอร์สมาบริหารพอร์ตสามารถลดความเสี่ยงลงได้ อย่างไรช่วยแนะนำหน่อยนะคะ หรือถ้ารู้เเหล่งที่จะหาข้อมูลได้ ช่วยบอกหน่อยนะคะ ….ขอบคุณค่ะ

e-mail นะคะ sthongtungsai”AT”yahoo.com ขอบคุณค่ะ

คุณ Rabbit ครับ ขอแนะนำด้วยความหวังดีว่า อย่าเขียนอีเมลทิ้งไว้ตามเวบต่างๆ ถ้าเขียนก็เปลื่ยนรูปแบบเล็กน้อย

@ เปลี่ยนเป็น AT, “AT”, (AT)
.com เปลี่ยนเป็น DOTcom, “DOT”com, (DOT)com

หรือ การใช้การเว้นวรรคเข้ามาช่วย เช่น sthongtungsai @ yahoo.com

เพราะว่าบนโลกอินเตอร์เนตจะมีคนคอยเก็บที่อยู่อีเมล เพื่อส่งโฆษณา จดหมายหลอกลวง หรืออื่นๆ ที่น่ารำคาญมาก แล้วกระบวนการเก็บอีเมลตามที่สาธารณะก็ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เข้าไปกวาดหา

กลับมาที่คำถามคุณ Rabbit ผมว่าเป็นคำถามที่ดี ที่ผมเห็นแล้วก็ต้องคิดหลายตลบเลยว่า สงสัยผมเขียนในมุมของคนที่อยู่ในวง พอเจอคนนอกทัก ก็เริ่มรู้ว่าเราอาจไม่สื่อสารในความหมายเดียวกัน

ความเสี่ยง Risk สำหรับคนทั่วไปในกรณีที่เกี่ยวกับการลงทุน ส่วนใหญ่ก็จะหมายถึงการขาดทุน

แต่ในโลกการเงินการธุรกิจโดยทั่วไปมักจะหมายความถึงความไม่แน่นอน สิ่งใดที่รู้แน่ๆถือว่าไม่มีความเสี่ยง อย่างเช่น คนเราเกิดมาต้องตาย ความตายไม่ใช่ความเสี่ยง แต่การตายก่อนวัยอันควร อย่างนี้ถือเป็นความเสี่ยง

การบริหารความเสี่ยงโดยทั่วไป ก็เลยเริ่มต้นจาก การกำหนดจุดที่มีความเสี่ยง เสี่ยงเรื่องอะไร อย่างไร แล้วก็หาโอกาสของการเกิดขึ้นของความเสี่ยงนั้นและผลกระทบถ้ามันเกิดขึ้น แล้วค่อยหาวิธีมาจัดการกับความเสี่ยงนั้นๆ

ในตลาดหุ้นเอง ก็เริ่มต้นว่า เราคาดหวังผลตอบแทนและคาดหวังความเสี่ยงที่จะได้รับ พวกตราสารอนุพันธ์โดยทั่วไป ไม่สามารถลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในตลาดได้ ทางเดียวที่จะลดความเสี่ยงจากตลาดได้ ก็คือ การลดมูลค่าการลงทุนในตลาดทุน หรือหลีกเลี่ยงเลยโดยถอนการลงทุนทั้งหมด

อย่างการถอนเงินลงทุนทั้งหมดแล้วนำไปฝากธนาคาร สมมติได้ผลตอบแทนร้อยละ ๕ สิ่งที่เรารู้แน่ๆเลยก็คือ เงินต้นเราไม่หายแน่ ครบ ๑ ปี เราก็จะมีผลตอบแทนเพิ่มขึ้นร้อยละ ๕ ของเงินต้น แต่สิ่งหนึ่งที่ยังมีความเสี่ยงอยู่ก็คือ มูลค่าของเงินในอีกหนึ่งปีข้างหน้าจะมีค่าเท่าไหร่ เงินก้อนเดียวกันในอนาคตจะยังทำให้เรามีอำนาจซื้อเท่ากับปัจจุบันหรือไม่ หรือก็คือความเสี่ยงของเงินเฟ้อนั่นเอง

คราวนี้มาที่คำถามเลย “อยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับการคำนวณค่าความเสี่ยงของมูลค่าพอร์ตจากการลงทุนในหุ้น set50 และวัดค่าความเสี่ยงจาการลงทุนใน set50+set50 index future เพื่อต้องการดูว่าการนำฟิวเจอร์สมาบริหารพอร์ตสามารถลดความเสี่ยงลงได้ อย่างไรช่วยแนะนำหน่อยนะคะ หรือถ้ารู้เเหล่งที่จะหาข้อมูลได้ ช่วยบอกหน่อยนะคะ”

เมื่อเราลงทุนในตลาดทุนหรือตลาดหุ้นนั้น เราก็คงเชื่อว่ากิจการที่เราเลือกลงทุนแล้วนั้นมีโอกาสที่จะเจริญเติบโต มีกำไรเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งก็จะสะท้อนออกมาที่ราคาหุ้นว่าในอนาคตราคาหุ้นก็คงสูงกว่าราคาที่เราเข้าลงทุน แต่ก็ยังมีอีกปัจจัยหนึ่งก็คือ สภาวะตลาด อารมณ์ตลาด หรือความเสี่ยงที่เกิดชึ้นกับทุกกิจการหรือเกิดขึ้นทั้งตลาดที่เรียกว่า Market Risk หรือ Systematic Risk หรือ ที่เขียนในบทความว่าความเสี่ยงของตลาด

ในโลกการเงินก็มีเครื่องมือที่ช่วยให้เราคาดการณ์ได้ว่า ถ้าดัชนีตลาดเปลี่ยนแปลงไปร้อยละ ๑ ราคาหุ้นเราในตลาดน่าจะหรือมีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงไปร้อยละเท่าไหร่ หรือที่เรียกกันว่าค่าเบต้า (Beta)

คราวนี้ถ้าเราลงทุนในกองทุน SET50 ถ้าคำนวณออกมาก็คงมีค่าเบต้าเท่ากับ ๑ หรือมีความเสี่ยงในการเปลี่ยนแปลงของราคาในอัตราเดียวกับของตลาด หรือในอีกนัยหนึ่งกองทุน SET50 ก็จะมีแต่ความเสี่ยงของตลาดเท่านั้น

การคำนวณหาค่าเบต้า หาอ่านเพิ่มเติมได้ในหนังสือเรียนเรื่องการลงทุน การบริหารพอร์ทโฟลิโอ หลักสูตรปริญญาตรีหรือโทในเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

อีกคำถามก็คือ “การนำฟิวเจอร์สมาบริหารพอร์ตสามารถลดความเสี่ยงลงได้ อย่างไร”

ตอบแบบกำปั้นทุบคินเลยก็คือ เป็นการช่วยให้เรารู้ราคาในอนาคตแน่ๆ ไม่มีความเสี่ยงเรื่องราคา

สมมติว่าเราลงทุนใน กองทุน SET50 ตั้งแต่ดัชนีที่ ๔๐๐ จุด วันนี้ดัชนีSET50 อยู่ที่ ๔๘๗.๙๗ และตราสารอนุพันธ์ SET50 สำหรับเดีอนธันวาคมอยู่ที่ ๔๘๖.๑๐

เอาล่ะลองสมมติว่าเราตัดสินใจขายล่วหน้าตราสารอนุพันธ์ SET50 สำหรับเดีอนธันวาคมอยู่ที่ ๔๘๖.๑๐ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ณ.สิ้นธ.ค.ไม่ว่าดัชนี SET50 จะอยู่ที่เท่าไหร่ก็ตาม เราก็จะได้กำไรรวม ๔๘๖.๑๐ – ๔๐๐ = ๘๖.๑๐ เพราะถ้าสมมติดัชนี SET50 ปิดที่ ๕๐๐ สิ่งที่เกิดขึ้นก้น่าจะเป็นดังนี้

มูลค่ากองทุน SET50 ของเราก็น่าจะมีค่า ๕๐๐ ซึ่งทำให้เรามีกำไร ๕๐๐ – ๔๐๐ = ๑๐๐

ตราสารอนุพันธ์ SET50 ที่เราขายล่วงหน้าไปก้น่าจะขาดทุน ๔๘๖.๑๐ – ๕๐๐ = -๑๓.๙๐

เมื่อนำผลของทั้งคู่มาหักลบกัน ๑๐๐ – ๑๓.๙๐ = ๘๖.๑๐

เพราะฉนั้นเราจะรู้แน่ๆว่ามูลค่าพอร์ทการลงทุนเราจะมีค่าเท่าไหร่ในอนาคต

แต่ก็อาจจะถามว่า ถ้างั้นเราทำอย่างนั้นทำมัย ก็สู้ขายคืนกองทุนไปเลยไม่ดีกว่าหรือ ได้คืนเงินสดกลับมาด้วย

ก็ถูกต้องเลยปกติพวกตราสารพวกนี้เป็นเครื่องมือ เราจะเลือกใช้เมื่อจำเป็นเช่น กองทุนนี้เป็นกองทุนที่ไม่เปิดให้มีการซื้อขายทุกวัน หรืออาจเป็นกองทุน RMF LTF ที่ยังไม่สามารถขายคืนได้หรือไม่สะดวกในการขายคืน

แต่ผมชอบในอีกมุมหนึ่งที่นำมาใช้ในบางครั้งที่เราอาจรู้สึกกังวลสภาวะตลาดในระยะสั้นๆ ก็เป็นเหมือนการซื้อประกันไว้ อย่างสมมติช่วงที่ราคาหุ้นเราอาจขึ้นไปสูงพอสมควร ดัขนีก็ขึ้นไปสูงพอสมควร แล้วเราก็อาจกังวลว่าในระยะสั้นๆที่กำลังมาถึง ตลาดน่าจะกังวลกับเรื่องต่างๆ ซึ่งอาจทำให้ตลาดหุ้นตกลงได้ ผมก็อาจขายตราสารอนุพันธ์ SET50 แล้วถ้าตลาดหุ้นตกจริง เราก็ซื้อคืนตราสารอนุพันธ์ ทำให้เรากำไรในตราสารอนุพันธ์แต่ขาดทุนจากมูลค่าพอร์ท แต่ก็ยังดีกว่าการไม่ได้ทำอะไรโดยถือหุ้นอยู่ต่ออย่างเดียว แต่ถ้าตลาดเกิดไม่ตก เราก็ขาดทุนในตราสารอนุพันธ์ แต่กำไรเพิ่มในพอร์ท ซึ่งก็แย่กว่าการอยู่เฉยๆ ส่วนขาดทุนกำไรนี้ก็ถือว่าเป็นค่าประกัน

ในอนาคตเมื่อมีตราสารอนุพันธ์ใหม่ๆออกมา อย่างสมมติ ตราสารอนุพันธ์ดัชนีอุตสาหกรรมน้ำมัน เราก็อาจนำมาผสมผสานกับการลงทุน เช่นเราอยากลงทุนในตลาดหุ้นไทย แต่ไม่อยากลงทุนในหุ้นทีเกี่ยวกับน้ำมัน เราก็ซื้อกองทุนดัชนีตลาด อย่างกองทุน SET50 แล้วก็ขายล่วงหน้า ตราสารอนุพันธ์อุตสาหกรรมน้ำมัน ด้วยวิธีนี้ก้ทำให้เราลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมน้ำมันออกไป

ในต่างประเทศมีตราสารอนุพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศด้วย เพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมเกษตร แต่ผมไม่เคยลงไปศึกษาว่าตราสารนี้มีรายละเอียดอย่างไร แต่ก็เดาเล่นๆว่าก็น่าจะวัดกับปริมาณน้ำฝนกับปริมาณแสงแดดอะไรทำนองนั้น เพราะอย่างตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (AFET) ก็เป็นแค่ปัจจัยความเสี่ยงด้านราคา แต่เกษตกรหรือคนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการเกษตรก็ยังมีปัจจัยความเสี่ยงเรื่องปริมาณผลผลิต ที่ขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้าอากาศอีกด้วย

เรื่องข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับการใช้ตราสารอนุพันธ์โดยเฉพาะ SET50 มาบริหารความเสี่ยง ผมไม่ทราบจริงๆ ส่วนที่อยู่ในตำราหรือหนังสือต่างๆก็ไม่น่าจะต่างไปจากนี้ซักเท่าไหร่ หนังสือที่เคยอ่านหรือวางขายส่วนใหญ่จะออกไปแนวการเทรดตราสารอนุพันธ์ทั้ง Futures trading และ Options trading ไม่แน่ใจว่าคนที่เรียนหรือทำงานสายประกันจะมีข้อแนะนำอื่นหรือเปล่า แต่มีมุมหนึ่งที่อาจจะน่าสนใจคือ ลองหาหนังสือเกี่ยวกับ การบริหารความเสี่ยง เกี่ยวกับเรื่องทั่วไปหรืออะไรก็ได้ ก็น่าจะได้ประโยชน์จากแนวความคิดและวิธีการ ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญมาก ถ้าเทียบกลับมาที่ตราสารอนุพันธ์ SET50 ก็เหมือนเป็นขั้นสุดท้ายของวงจรการบริหารความเสี่ยง

ขอบคุณค่ะ อย่างน้อยก็รู้อะไรมาเยอะเลย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: