Thai Baht… ways to Happy and earn money

Coyote Ugly (2000)

Posted on: ตุลาคม 16, 2006

Violet: Oh, I get it, we don’t talk about you right? Its a big secret. Come on, Kevin, let’s play a game. I’m gonna guess why you left Australia. You were in jail? No that’s not it. You have a wife and three kids in Sydney, am I getting warm? Come on, Kevin, I don’t have alot of time why’d you run away from home?
Kevin: I didn’t have a home! Is that what you wanted to hear? I don’t have a family. I mean that’s the big secret! Are you happy? Huh? Are you going to feel sorry for me now? Are you gonna hold me close while I tell you I had to switch homes every 2 years? I had a bad childhood, big deal. I don’t need your sympathy! Cause I’m here and I’m living on my two feet like I wanted to that was my dream. At least I had a little bit of dignity.

ชีวิตนี้เราลิขิต เราสามารถขีดเส้นทางทางเลือกที่จะทำหรือไม่ทำอะไรก็ได้ เปล่าประโยชน์ที่จะผิดหวังในชีวิตเราเอง แล้วก่นด่าโชคชะตาฟ้าลิขิต เราเป็นอย่างนี้เพราะเราทำในสิ่งที่เราทำมา

ไม่รู้ว่ามีใครเป็นแบบ Violet หรือไม่ ที่กลัวกังวลผลไปก่อน จนไม่กล้าที่จะขึ้นเวที ครั้งแรกตอนที่ทำงานอยู่ที่ Coyote Ugly Bar มีโอกาสได้ไปร้องเพลงให้แมวมองฟังก็ไม่ไป เพราะกลัวว่าไม่ประสบความสำเร็จ และเมื่อ Lil เจ้าของบาร์บอกถ้าไปก็ไม่ต้องกลับมา Violet เลยยิ่งไม่กล้าไป ครั้งที่สอง ที่มีโอกาสได้ไปร้องทดสอบแข่งขันนักแต่งเพลงหน้าใหม่ก็เกือบไม่ได้ไป ขับรถมาแล้วจู่ๆกลับรถกลับ

ในหลายครั้งของชีวิตที่มีโอกาสเข้ามา ถ้าเราไม่คว้าไว้ เราอาจจะไม่บรรลุความฝันที่เรามีไว้ เราไม่มีทางรู้หรอกว่าเราจะประสบความสำเร็จหรือเปล่า แต่ถ้าเราไม่ลองซะแล้ว เราก็จะรู้แน่ๆว่าเราไม่มีทางบรรลุความฝันของเรา เราอาจจะเป็นอย่าง Kevin ที่ดูแล้วก็ยังไม่ร่ำรวย ความฝันยังไม่เป็นจริง แต่ก็มีความสุขกับชีวิตที่เลือก หรืออาจจะประสบความสำเร็จอย่างนางเอก Violet ก็ได้ ไม่มีใครรู้

อย่าง Violet เมื่อออกจาก Coyote Ugly Bar แล้วก็ไปทำงานให้กับร้านอาหารอื่น บาร์เดิมที่เราไปผูกมัดชีวิตเราไว้ ก็เป็นแค่บาร์หนึ่งๆเท่านั้น พอออกจากชีวิตเดิมๆ เราก็จะเห็นเส้นทางใหม่ๆ ชีวิตมีที่ไปตลอดถ้าเราขวนขวายและมีความเพียรพอ 

บนเส้นทางชีวิตของเรา เราก็คงต้องใช้ให้เต็มที่ ใช้ชีวิตให้ถึงขีดสูงสุดของศักยภาพของเรา ไปให้ถึงขอบเขต เราจะรู้ได้อย่างไรว่าถึงขอบเขตจำกัดแล้ว วิธีง่ายๆคือ ทุกครั้งที่เราพูดว่าเราถึงแล้ว ลองใส่ความพยายามเพิ่มไปอีกสองเท่าและให้เวลาที่นานพอ เราอาจจะเห็นว่าเราฝ่าขึ้นไปอีกด่านหนึ่งก็ได้

เมื่อเราประสบความสำเร็จ เราจะมีกำลังมากขึ้นในการช่วยเหลือ แก้ไข เปลี่ยนแปลง สังคมที่เราอยู่ แน่นอนตอนที่เรายังไม่ไปถึงจุดสูงสุดในชีวิต เราก็ควรช่วยเหลือผู้อื่น แต่ตอนที่เราประสบความสำเร็จแล้ว เราจะมีพลังมากขึ้น มีทรัพยากรมากขึ้น มีคนเชื่อถือมากขึ้น ช่วยคนได้มากขึ้น เปลี่ยนแปลงโครงสร้างต่างๆไปในทางที่ดีขึ้นได้

ณ ขอบเขตของจุดสูงสุดของศักยภาพของเรา น่าจะเป็นจุดที่น่าพึงพอใจ และอาจจะพูดว่า I don’t want anything more.

6 Responses to "Coyote Ugly (2000)"

ผมเห็นมีคนจำนวนหนึ่งที่เมื่อไปถึงจุดสูงสุดแล้ว เขากลับไม่รู้สึกพอ บางทีผมก็กลัวเหมือนกันว่าจะเป็นอย่างนั้น หลังจากที่ยิ่งโตขึ้นก็เริ่มทำอะไรที่ด้านดีของผมไม่อยากทำคือเริ่มทำตามผลประโยชน์มากขึ้นเรื่อยๆ และบางทีผมก็เผลอให้สิ่งแวดล้อมชักนำไปซะยังงั้น ไม่รู้ว่าวัยรุ่น(ตอนปลาย)คนอื่นเคยรู้สึกเหมือนผมหรือป่าว

อย่างตัวอย่างคุณ soilmatter ผมจะกังวลว่าคุณ soilmatter ไม่ยอมฟันฝ่าไปยังจุดสูงสุด เพราะกังวลไปก่อนว่าตัวเองจะไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ นั่นคือสิ่งที่ผมอยากสื่อในเรื่องนี้

ผมเห็นจากทั้งประสบการณ์ตัวเองและเพื่อนและคนอื่นๆที่ไม่ยอมเสี่ยงหรือไม่ลองจับโอกาสแล้วทำตามความฝันเลย ยอมเป็นนกน้อยในกรงทองที่มีคนคอยเลี้ยงดู โดนจับขังอยู่ในคุกที่มองไม่เห็น แน่นอนเมื่อไม่ทำอะไร ก็ย่อมไม่มีทางที่จะประสบความสำเร็จ หลายครั้งเห็นแล้วก็เสียดาย

ที่นี่ตัวผมเองก็ไม่อยากพูดถึงสถานการณ์ภายนอกมากนัก เพราะหลายเรื่องเป็นเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้ เรื่องภายในของตัวเราเองเป็นเรื่องที่เราสามารถจัดการได้ เปลี่ยนแปลงได้ Manage what you can manage จัดการในเรื่องที่จัดการได้จะทำให้เรามีความสุขและสามารถทำงานได้ดีขึ้น เพราะเราจะมุ่งความสนใจไปแก้ไขในเรื่องที่เราสามารถทำให้เกิดขึ้นได้

ถ้าหากเราโทษหรือหาสาเหตุที่เราเชื่อว่าเป็นต้นเหตุความผิดแล้ว เราก็มักจะสรุปและจบเรื่องนั้น เราก็จะดำเนินชีวิตไปแบบเดิม เพราะความผิดเกิดจากบุคคลอื่น สภาพแวดล้อม โชคชะตา เทวดา แต่เราไม่ผิด ฉนั้นเราก็ไม่ต้องปรับปรุง

วัยรุ่นตอนปลาย ผมแปลว่า อายุไม่เกิน ๑๙ ปี ๑๑ เดือน ๒๙ วัน
วัยหนุ่มตอนต้น ผมแปลว่า เมื่ออายุเริ่ม ๑๖ ปี สิบหกปี

เรื่องพวกนี้อยู่ที่ใจเราคิด เราคิดอย่างไร เราจะแสดงออกอย่างนั้น อย่าง Violet ถ้ายังกลัวไม่สำเร็จ ไม่ขึ้นไปร้องเพลง ก็ไม่มีทางที่จะรู้ว่าสำเร็จหรือไม่สำเร็จ

ขอบคุณมากครับสำหรับคำปรึกษาที่คุณทีให้มา ในขณะนี้ผมกำลังบุกเบิกตัวเองไปยังเขตแดนและประสบการณ์ที่ตัวเองไม่เคยประสบและตอนนี้ผมกำลังอยู่ในขั้นปรับตัว ให้มันเข้ากับชีวิตการเรียนให้ได้ เรื่องความกลัว(ที่ผมพูดในความเห็นแรก)ผมคิดว่าจำเป็นต้องเก็บมันเอาไว้เพื่อเอาไว้ยับยั้งและเตือนสติ ..ส่วนเรื่องวัยรุ่นตอนปลายถ้าเป็นไปตามที่คุณทีบอก ท่าทางผมจะเลยมาได้พอประมาณแล้ว(20 อยู่)

ขอบคุณนะคะ บัวคิดว่าเรื่องนี้ได้ช่วยให้บัวไม่ท้อและพยายามมากขึ้น ถ้าเราไม่กล้า ไม่ทำ เราจะไม่มีวันรู้เลยใช่ไหมคะว่าเราทำได้ดีแค่ไหน ไปได้ถึงที่ไหน เราอาจจะไม่รู้อะไรเลยก็ได้ ขอบคุณนะคะ

คุณบัว ผมว่ากอบัวเป็นนางแบบได้นะ http://penninguin.blogspot.com/2006/10/amateur-model.html ถ้าไม่ลองถ่ายก็คงไม่รู้ว่าจะออกมาได้ดีทีเดียว คราวหน้าลองหาบุคลิกที่ออกไปทางเด็กกว่านี้หน่อย ผมว่าน่าจะดีกว่านี้อีก

แวะไปอ่าน ยอมไม่ได้เพราะไม่ยอม

Khun T: …ที่นี่ตัวผมเองก็ไม่อยากพูดถึงสถานการณ์ภายนอกมากนัก เพราะหลายเรื่องเป็นเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้ เรื่องภายในของตัวเราเองเป็นเรื่องที่เราสามารถจัดการได้ เปลี่ยนแปลงได้ Manage what you can manage จัดการในเรื่องที่จัดการได้จะทำให้เรามีความสุขและสามารถทำงานได้ดีขึ้น เพราะเราจะมุ่งความสนใจไปแก้ไขในเรื่องที่เราสามารถทำให้เกิดขึ้นได้…

เห็นว่าพระคุณเจ้ากล่าวในเรื่องแนวเดียวกัน เลยขอนำมาเพื่อขยายความได้ดีขึ้น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: