Thai Baht… ways to Happy and earn money

ประกาศ ธนาคารแห่งประเทศไทย

Posted on: ธันวาคม 19, 2006

ฉบับที่ 51/2549

เรื่อง มาตรการดำรงเงินสำรองเงินนำเข้าระยะสั้น

นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงว่า ตามที่ ธปท. ได้ออก มาตรการดูแลเงินทุนนำเข้าระยะสั้นมาเป็นลำดับ เพื่อป้องกันการเก็งกำไรค่าเงินบาท และดูแลเงินบาท ไม่ให้ผันผวนเกินกว่าพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศ นั้น

ในช่วงที่ผ่านมา พบว่ายังคงมีเงินทุนนำเข้าระยะสั้นเพื่อเก็งกำไรในค่าเงินบาทในรูปแบบต่าง ๆ ทำให้ค่าเงินบาทยังคงผันผวนและแข็งค่าขึ้นเกินกว่าพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศ จึงเห็นควรมีมาตรการ เพิ่มเติมโดยกำหนดให้สถาบันการเงินที่รับซื้อหรือแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นเงินบาท ต้องกันเงินสำรองเป็นเงินตราต่างประเทศไว้จำนวนร้อยละ 30 ของเงินตราต่างประเทศดังกล่าว ส่วนที่เหลือร้อยละ 70 ให้รับซื้อหรือแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทให้แก่ลูกค้า ยกเว้นเงินตราต่างประเทศที่รับซื้อ หรือแลกเปลี่ยนเป็น เงินบาทที่ได้รับจากค่าสินค้า บริการ หรือเงินที่บุคคลหรือนิติบุคคลไทยได้รับคืนจากการลงทุนในต่างประเทศ ไม่ต้องกันเงินไว้ตามมาตรการนี้ โดยมีรายละเอียดและวิธีปฏิบัติดังนี้

1. ลูกค้าที่สถาบันการเงินกันเงินไว้จะขอคืนเงินได้ เมื่อครบกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ถูกกันเงิน โดยลูกค้าต้องแสดงเอกสารหลักฐานให้ชัดเจนว่าเงินที่ตนนำเข้ามาลงทุนนั้นอยู่ในประเทศไม่น้อยกว่า 1 ปี

2. เมื่อสถาบันการเงินพิสูจน์และรับรองแล้วว่าลูกค้ารายนั้นมีการนำเข้าเงินทุนและอยู่ในประเทศไม่น้อยกว่า 1 ปีแล้ว ให้แจ้ง ธปท. เพื่อดำเนินการส่งเงินให้สถาบันการเงินคืนแก่ลูกค้าต่อไป

3. ลูกค้ารายใดนำเงินลงทุนกลับคืนก่อนครบระยะเวลา 1 ปี จะได้รับเงินคืนเพียง 2 ใน 3 ของเงินที่กันไว้

4. ธุรกรรมเงินตราต่างประเทศที่สถาบันการเงินต้องปฏิบัติตามสัญญาการรับซื้อหรือ แลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทที่ได้ตกลงก่อนวันที่ 19 ธันวาคม 2549 ให้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องกันเงินตราต่างประเทศดังกล่าว

5. สำหรับธุรกรรมเงินตราต่างประเทศที่เป็นการลงทุนโดยตรง (Foreign Direct Investment) ที่เป็นส่วนของทุน หรือเงินโอน ให้ลูกค้าผู้ถูกกันเงินยื่นคำร้องผ่านสถาบันการเงินพร้อมเอกสารหลักฐาน เมื่อสถาบันการเงินพิสูจน์และรับรองความถูกต้อง และ ธปท. เห็นสมควร จะคืนเงินดังกล่าวแก่ลูกค้าโดยเร็ว

6. เมื่อสถาบันการเงินกันเงินดังกล่าวแล้ว ให้นำส่งแก่ ธปท. ทุกวันที่ 7 ของเดือนถัดไป

7. ผลประโยชน์ที่ ธปท. ได้จากมาตรการนี้จะดูแลเพื่อใช้เป็นประโยชน์ของรัฐและสาธารณชนต่อไป

มาตรการที่กำหนดให้ต้องดำรงเงินสำรองเงินทุนระยะสั้นจากต่างประเทศ ที่ออกเพิ่มเติมในวันนี้ เคยใช้มาแล้วในหลายประเทศในภาวะที่จำเป็น เพื่อควบคุมการนำเข้าเงินทุนระยะสั้น และ ธปท. เห็นว่า เป็นมาตรการที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันเพื่อป้องกันการเก็งกำไรค่าเงินบาท ธปท. จะได้ติดตาม และประเมินผลของมาตรการอย่างใกล้ชิดต่อไป

ธนาคารแห่งประเทศไทย
18 ธันวาคม 2549

ข้อมูลเพิ่มเติม : ทีมกลยุทธ์การแลกเปลี่ยนเงิน โทร. 0-2356-7345-6 E-mail: KleddaoS@bot.or.th

Advertisements

12 Responses to "ประกาศ ธนาคารแห่งประเทศไทย"

[…] ลองมองย้อนกลับไปเรื่องค่าเงินบาทแข็งค่า มีคำบ่นจากภาคการส่งออกมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งในตอนนั้นผมก็เฉยๆและยังมองไปในทางที่คนเหล่านี้บ่นเกินจริง เนื่องจากในช่วงนั้นค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นจริง  แต่ไม่ได้แข็งค่าไปกว่าประเทศอื่นๆในภูมิภาค ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ยังคงเพิ่มอัตราดอกเบี้ยและมาคงอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ร้อยละ๕ จนกระทั่งในปีนี้น่าจะอยู่ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมาที่ภาคการส่งออกก็ออกมาพูดอีกครั้งพร้อมการเปรียบเทียบว่าค่าเงินบาทแข็งค่ากว่าค่าเงินในภูมิภาค สิ่งที่ธนาคารแห่งประเทศไทยส่งสัญญาณออกมา ก็ยังไม่รุนแรง แบงค์ชาติพูดในทำนองว่า ใช่ค่าเงินบาทแข็งขึ้นกว่าภูมิภาคเมื่อเทียบระยะเวลา ๑ปี แต่ถ้าเทียบระยะเวลา ๒ ปี ค่าเงินบาทไม่ได้แข็งค่าไปกว่าประเทศอื่นๆในภูมิภาค และแล้ววันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๔๙ ธนาคารแห่งประเทศไทยมีประกาศ เรื่อง มาตรการดำรงเงินสำรองเงินนำเข้าระยะสั้น […]

มาตรการที่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง

————————————————————————

ฉบับที่ 52/2549

เรื่อง สรุปมาตรการดำรงเงินสำรองเงินนำเข้าระยะสั้น

ตามที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ด้ประกาศหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการกันเงินสำรองเงินนำเข้าระยะสั้นในวันที่ 18 ธันวาคม 2549 และผ่อนผันเพิ่มเติมในเวลาต่อมา เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาท อันจะเอื้อต่อการขยายตัวอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจในระยะยาว นั้น

เพื่อความชัดเจนของมาตรการฯ และเพื่อให้สถาบันการเงินใช้อ้างอิงและถือปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง ธปท. ขอสรุปรายละเอียดของมาตรการฯ ดังนี้

1. ธุรกรรมรับซื้อหรือแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็น เงินบาทที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องกันเงินสำรองเป็นเงินตราต่างประเทศไว้จำนวนร้อยละ 30 ได้แก่

1.1. ธุรกรรมเงินตราต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับรายการในดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งหมายรวมถึง ค่าสินค้า ค่าบริการ รายได้ เงินโอนและบริจาค

1.2. เงินลงทุนในหุ้นทุนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (ไม่รวมหน่วยลงทุนทุกประเภท และ Warrant) เงินลงทุนในศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX ) และตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า (AFET) ทั้งนี้ ให้นำเงินลงทุนดังกล่าวเข้าบัญชีเงินบาทที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะ (Special Non-resident Baht Account for Equity Securities: SNS)

1.3. เงินลงทุนโดยตรง ซึ่งหมายถึง เงินที่นำมาจัดตั้งกิจการหรือเข้าร่วมลงทุนในประเทศไทย โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นหรือมีส่วนเป็นเจ้าของไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 และมีอำนาจในการบริหารจัดการกิจการดังกล่าว

1.4. เงินลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดิน คอนโดมิเนียม (ไม่รวมหน่วยลงทุนของกองทุนอสังหาริมทรัพย์)

1.5. เงินกู้เงินตราต่างประเทศที่ได้ทำสัญญากู้เงินก่อนวันที่ 19 ธันวาคม 2549

1.6. การรับซื้อเงินตราต่างประเทศจากธุรกรรมเงินตราต่างประเทศที่เป็นการต่ออายุสัญญาป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน โดยการทำธุรกรรม Swap กับสถาบันการเงินเดิม

1.7. การรับซื้อเงินตราต่างประเทศที่มีจำนวนต่ำกว่า 20,000 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาหรือเทียบเท่าตามอัตราตลาด

1.8. การรับซื้อเงินตราต่างประเทศจากลูกค้า หรือบุคคลรับอนุญาต ในรูปเช็คเดินทางและธนบัตรเงินตราต่างประเทศ

1.9. การรับซื้อเงินตราต่างประเทศจาก (ก) สถานทูตไทย สถานกงสุลไทย หรือหน่วยงานรัฐบาลไทยที่ตั้งอยู่นอกประเทศไทย และ (ข) สถานทูตต่างประเทศ สถานกงสุล ทบวงการชำนัญพิเศษแห่งองค์การสหประชาชาติ องค์การหรือสถาบันระหว่างประเทศ ที่ประจำการในประเทศไทย

1.10. เงินกู้สกุลเงินตราต่างประเทศของหน่วยงานราชการที่นำมาขายรับบาท

2. ธุรกรรมรับซื้อหรือแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็น เงินบาทที่ต้องกันเงินสำรองเป็นเงินตราต่างประเทศไว้จำนวนร้อยละ 30 ได้แก่

2.1. เงินลงทุนในตราสารหนี้ ที่สืบเนื่องจากการซื้อตราสารหนี้ตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2549 เป็นต้นไป

2.2. เงินกู้สกุลเงินตราต่างประเทศที่ทำสัญญากู้เงินตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2549 เป็นต้นไป

2.3. การรับซื้อเงินตราต่างประเทศเพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากที่ได้รับการยกเว้นในข้อ 1.

3. บัญชีเงินบาทของบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ (Non-resident Baht Account : NRBA) ได้รับการผ่อนผันให้มียอดคงค้างเกิน 300 ล้านบาท โดยไม่จำกัดจำนวนจนถึงวันที่ 8 มกราคม 2550 และให้ลดยอดคงค้างลงเหลือเพียงไม่เกิน 300 ล้านบาทหลังจากนั้น

4. เงินบาทในบัญชี SNS หลังจากวันที่ 8 มกราคม 2550 ให้มียอดคงค้างไม่เกิน 300 ล้านบาทเป็นการชั่วคราว ซึ่ง ธปท. จะพิจารณาความเหมาะสมต่อไป

ธนาคารแห่งประเทศไทย
22 ธันวาคม 2549

ข้อมูลเพิ่มเติม: ทีมกลยุทธ์การแลกเปลี่ยนเงิน โทร. 0-2356-7345-6 E-mail: KleddaoS@bot.or.th

ฉบับที่ 13/2550

เรื่อง ปรับมาตรการป้องปรามฯ และเพิ่มทางเลือกการลงทุนในตราสารหนี้และหน่วยลงทุน

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกหนังสือเวียนแจ้งสถาบันการเงินเพื่อปรับปรุงมาตรการป้องปรามการเก็งกำไรค่าเงินบาท และได้ออกประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินเพื่อเพิ่มทางเลือกแทนการกันสำรองเงินนำเข้าระยะสั้นสำหรับการลงทุนในตราสารหนี้และหน่วยลงทุนของกองทุนรวม โดยมีสาระสำคัญคือ

1. ยกเลิกข้อกำหนดมาตรการป้องปรามการเก็งกำไรค่าเงินบาทในเรื่องให้ Non-resident ถือครองพันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง และพันธบัตร ธปท. เกินกว่า 3 เดือน ตามหนังสือเวียนลงวันที่ 4 ธันวาคม 2549

2. กำหนดทางเลือกให้การนำเงินตราต่างประเทศแลกเงินบาทเพื่อลงทุนในตราสารหนี้ ซึ่งหมายถึง พันธบัตร ตั๋วเงินคลัง หุ้นกู้ ตั๋วแลกเงิน และตั๋วสัญญาใช้เงิน และหน่วยลงทุนของกองทุนรวมทุกประเภท ทั้งที่จดทะเบียนและไม่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ สามารถที่จะกันสำรองเหมือนเดิม หรือป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนกับสถาบันการเงินในประเทศไทยเท่ากับจำนวนเงินและระยะเวลาการลงทุน (Fully Hedge)

3. การป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวต้องเป็นธุรกรรม FX Swap หรือ Cross Currency Swap ซึ่งมีอายุตั้งแต่ 3 เดือน ขึ้นไป ผ่าน Custodian และหากถือครองเงินลงทุนดังกล่าวต่อให้ rollover ธุรกรรม Swap โดยมีระยะเวลาสอดคล้องกับการถือครองเงินลงทุน

4. เงินลงทุนดังกล่าวต้องนำเข้าบัญชีเงินบาทที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะการลงทุนในตราสารหนี้และหน่วยลงทุน (Special Non-resident Baht Account for Debt Securities and Unit Trust: SND) โดยให้มียอดคงค้าง ณ สิ้นวันไม่เกิน 300 ล้านบาท และการฝากถอนเงินจากบัญชี SND ให้ทำเพื่อธุรกรรมการลงทุนในตราสารหนี้และหน่วยลงทุนเท่านั้น

5. ห้าม Unwind ธุรกรรม Swap หาก Swap ครบกำหนดจะต้องนำเงินมา Settle ในวันครบสัญญา

สำหรับเงินลงทุนที่มีอยู่เดิมให้ลงทุนได้ต่อไป โดยให้ Non-resident แยกเงินที่จะลงทุนในตราสารหนี้และหน่วยลงทุนดังกล่าวเข้าบัญชี SND เสร็จสิ้นก่อนวันที่ 30 มีนาคม 2550 โดยบัญชี SND จะเป็นบัญชีที่เปิดขึ้นใหม่หรือใช้บัญชี NRBA ที่มีอยู่เดิมกำหนดให้เป็นบัญชี SND ก็ได้

การปรับระเบียบดังกล่าว นอกจากเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้ลงทุนตราสารหนี้และหน่วยลงทุนในการนำเงินตราต่างประเทศมาแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทเพื่อลงทุนแล้ว ยังเพิ่มความคล่องตัวในการลงทุนโดยผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง และพันธบัตร ธปท. ไม่เกิน 3 เดือน สามารถขายตราสารข้างต้นได้ในตลาดหากประสงค์ที่จะเปลี่ยนไปถือครองตราสารหนี้ประเภทอื่น แต่เงินที่นำเข้ามาลงทุนต้องอยู่ในประเทศไม่น้อยกว่า 3 เดือน

ระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2550 เป็นต้นไป

ธนาคารแห่งประเทศไทย
1 มีนาคม 2550

ผมต้องการนำเงินจากจีน21.5 ล้าน us เข้ามาลงทุนในไทยระเวลา10ปี (ส่วนบุคคล) ไม่ทราบว่ามีเงื่อนไข และข้อควรปฏิบัติอย่างไรบ้าง (ยังไม่มีโครงการ)

ขอบคุณครับ
ชัยณรงค์

ไม่น่าจะมีปัญหาครับ สมมติว่านำเงินมาจัดตั้งธุรกิจในไทย ก็จดทะเบียนอาจขอ BOI ข้อนี้แล้วแต่ แล้วค่อยดำเนินการโอนเงิน มาเข้ากิจการนั้นๆ

ไม่แน่ใจว่าลงทุนด้านไหน อาจตอบไม่ชัดเจน ถ้าอยากคุยกันในรายละเอียด หลังจากที่คุณชัยณรงค์มีโครงการหรือตัดสินใจที่จะทำ ก็บอกมาได้เลย

หรือถ้าหากอยากได้ที่ปรึกษาหรือคนช่วย บอกมาได้เลยนะครับ :;

ที่คิดไว้จะทำโรงงาน พาสเจอร์ไรท์นมแพะ (โครงการแบบเดียวของนมแพะ “ศิริชัย”
อยากได้ที่ปรึกษาด่วน ติดต่อที่ e-mail.ผมครับ

ส่งเมลไปแล้วนะครับ

อยากทราบว่า fully hedge คืออะไร ช่วยอธิบาย ให้ชัดเจนได้มั้ยคะ

ขอบคุณคะ

คุณ kim

เอาคำตอบแบบทั่วไปนะครับ

hedging คือ การปิดความเสี่ยง

ในกรณีของค่าเงิน ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องก็คือ ค่าเงินที่จะเป็นไป ในการทำ fully hedge ก็เป็นการปิดความเสี่ยงของค่าเงินตามจำนวนเงินทั้งหมด

สมมติวันนี้ อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 50 บาท ต่อ 1 ดอลล่าร์สหรัฐอเมริกา

สมมติเป็นผู้ส่งออก ส่งของออกมูลค่า 1 ล้านเหรียญ แต่กำหนดรับเงินอีก 1 เดือน ทางผู้ส่งออกก็จะมีความเสี่ยงว่า ราคาที่ขายไป อาจจะน้อยกว่า 50 ล้านบาท ถ้าเงินบาทเกิดแข็งค่าขึ้น ผู้ส่งออกสามารถที่จะซื้อสัญญาขายเงินเหรียญล่วงหน้าหนึ่งเดือนไว้ตั้งแต่วันนี้ ก็จะทำให้รู้ล่วงหน้าทันทีว่า ราคาที่ขายไปนั้นจะคิดกลับมาเป็นเงินบาทเท่าไหร่

สมมติว่าซื้อสัญญาล่วงหน้าได้ในราคา 50 บาท ต่อ 1 ดอลล่าร์สหรัฐอเมริกา เหมือนราคาปัจจุบัน (ที่เรียกว่า spot) และไม่มีค่าธรรมเนียมใดๆเลย

การทำ fully hedge ก็คือการปกป้องความเสี่ยงทั้งหมด ก็คือ ซื้อสัญญาขายเงินเหรียญสหรัฐอเมริกาล่วงหน้า 1 เดือน มูลค่า 1 ล้านเหรียญ

พอครบหนึ่งเดือน ผู้สงออกก็จะมีเงินสดเป็นดอลล่าร์ กับ สัญญาขายล่วงหน้า ถ้าเกิดว่าราคาวันนั้น เปลี่ยนไปเป็น 40 บาทต่อดอลล่าร์ เงินสด ก็จะแลกเงินได้ 40 ล้านบาท ตัวสัญญาก็สามารถขายได้ในราคา 10 ล้านบาท เพราะสัญญานี้มีสิทธิ์ที่จะขายเงินเหรียญในอัตรา 50 บาทต่อดอลล่าร์

หวังว่าคงไม่งง ถ้ายังไงก็ถามมาได้ หรือลองหาหนังสือเกี่ยวกับเรื่องเงินตราต่างประเทศมาอ่านก็ได้ พวกหนังสือที่ใช้ในการเรียนการบริหารการเงินปริญญาตรีหรือโท น่าจะมีรายละเอียดมากกว่านี้

สำหรับเรื่องที่แบงค์ชาติประกาศนี้ ผมไม่รู้ในรายละเอียดของตัวสินค้าที่สามารถนำมาใช้ในการบริหารความเสี่ยง เพราะเครื่องมือมันมีหลายอย่าง แต่หลักการใหญ่มันเหมือนกัน พอดีไม่ได้อยู่ในธุรกิจตรงนี้ตรงๆ เลยไม่รู้ว่าในตลาดบ้านเรา มีอะไรที่มีการซื้อขายอยู่แล้วบ้าง

อยากทราบ 6มาตรการเกี่ยวกับเงินบาทแข็งค่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยออกเอาแบบละเอียดนะคะ

ดิฉันไม่ทราบอะไรเท่าไหร่นะคะ ได้ยินข่าวมาเท่านั้น แต่ไม่ทราบรายละเอียดอะไรมากนัก “คือ เรื่อง การฝากเงินกับธนาคาร ที่ว่า ทางธนาคารจะไม่รับรองความเสี่ยงในการฝากเงินกับทางธนาคาร อะไรประมาณนี้น่ะค่ะ “อยากทราบรายละเอียดค่ะ…..

[…] (สงสัยจะมีเบียร์วางอยู่ข้างๆตลอด ) โพสคำถามไว้ ดิฉันไม่ทราบอะไรเท่าไหร่นะคะ […]

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: