Thai Baht… ways to Happy and earn money

One product company

Posted on: มีนาคม 3, 2008

ที่จะพูดถึงก็คือ Google ที่พวกเรารู้จักและใช้บริการกันอยู่แล้ว เราคงใช้ Google Search กันเป็นปกติ บางคนก็ใช้ Gmail ด้วย แล้วก็อาจดู YouTube กัน แต่จริงๆกูเกิลเองมีสินค้าบริการมากกว่านี้อีกมาก แต่โดยรวมผมก็ยังคิดว่ากูเกิลเป็นบริษัทที่มีบริการตัวเดียว คือ Search ที่ทำได้ดีมากๆ ส่วนที่เหลือก็งั้นๆเป็นหลัก หรือยังอยู่ในรูปแบบธุรกิจของการเก็บค่าโฆษณาอยู่ดี อย่างยูทูป หรือ adsense adword

กูเกิลออกสินค้าบริการมามากทั้ง Google Doc ที่มีคนเขียนว่าเป็น Microsoft Word แบบใช้บนเวบ ไม่ต้องติดตั้งซอฟท์แวร์บนเครื่องก็ทำงานได้ แต่น่าเสียดายที่คุณภาพของสินค้าและบริการเหล่านี้ต่ำไปกว่าสิ่งที่ควรเป็นมาก อาจเป็นเพราะหลายๆอย่างเป็นของบริษัทอื่นที่กูเกิลไปซื้อกิจการมา อย่าง Blogger.com นี่พักหลังก็ตกอันดับไปในขณัที่ WordPress.com ที่นี่ก้าวขึ้นมาดีขึ้นเรื่อยๆ มีคนมาใช้บริการ หรือนำซอฟท์แวร์ไปใช้กันอย่างแพร่หลาย ทั้งๆที่ Blogger.com (จำชื่อบริษัทเดิมไม่ได้ก่อนที่จะโดนกูเกิลซื้อมา) ในตอนแรกนั้นเป็นผู้นำทางด้านซอฟท์แวร์บล็อกอย่างโดดเด่น

หลายๆหรือเกือบทั้งหมดของสินค้าบริการที่กูเกิลออกมาแทบจะไม่อาจเรียกได้ว่าออนพาร์เลย อย่างกูเกิลเวิร์ด หรือกูเกิลสเปรดชีท นี่อาจจะเทียบได้แค่ Wordpad ที่ให้มาในวินโดวส์อยู่แล้ว หรือ Spreadsheet applet ใน OS/2 ถ้ามีคนจำได้ ในความหมายก็คือเป็นแค่ของเล่น อาจตอบโจทย์หรือมีจุดเด่นในบางด้านแต่ไม่ใช้สินค้าบริการของมวลชนแน่

สิ่งหนึ่งที่เป็นจุดแข็งมากๆก็คือ Google search ที่โดดเด่นมาก สามารถสร้างรายได้เข้ามาอย่างสม่ำเสมอและอย่างมหาศาลด้วย ผมนึกถึง Microsoft ในสมัยแรกๆที่มีรายได้ที่ค่อนข้างแน่นอนและมหาศาลในยุคสมัยนั้นได้ โดยมีรายได้หลักมาจาก DOS หรือส่วนระบบปฏิบัติการ ถ้าเทียบปัจจุบันก็คือตัววินโดวส์นั้นเอง แต่สิ่งที่ต่างกันระหว่างไมโครซอฟท์สมัยนั้นกับกูเกิลสมัยนี้ ก็คือความสามารถในการออกสินค้าใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น Microsoft Word เวอร์ชั่นแรก (ถ้าจำไม่ผิดใช้ชื่อว่า Microsoft Word 2.0) หรืออย่าง Excel เวอร์ชั่นแรก ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจและน่าตื่นเต้นต่อผู้ใช้งาน และเริ่มดึงหรือเข้าหาผู้ใช้งานวงกว้างมากขึ้น ในสมัยนั้นการที่จะทำให้ตัวอักษรเป็นตัวหนา ผู้ใช้ต้องใส่โค้ดอย่างเวิร์ดสตาร์ก็ Ctrl+kb (ไม่แน่ใจว่าจำได้ถูกรึป่าวนะ) ตอนเริ่มต้นและตอนปิดท้ายคำที่จะต้องการให้แสดงเป็นตัวหนา หรือ Word Perfect ที่เป็นผู้นำตลาดก็ต้องทำในลักษณะทำนองเดียวกัน แต่ไมโครซอฟท์เวิร์ดตอนนั้นก็เหมือนวันนี้ แค่เลือกคำที่ต้องการแล้วกดปุ่ม B บนเมนูก็เสร็จแล้ว หรือปุ่มผลรวมในเอ็กเซลก็เป็นอะไรที่ง่ายมากๆสำหรับคนใช้งานโดยทั่วไปแทนที่จะเป็น @sum(a1:a20) ใน Lotus 1-2-3

ที่เล่าเรื่องมาทั้งหมดก็แค่สงสัยว่าเราควรลงทุนกับบริษัทลักษณะนี้หรือไม่ เป็นบริษัทที่มีความาสามารถในการสร้างเม็ดเงินใหม่เข้ามาเรื่อยๆจากสินค้าที่โดดเด่นมาก แต่สินค้าต่อเนื่องที่ตามมาอาจไม่สร้างความประทับใจในช่วงแรก แต่มีโอกาสที่อาจจะทำได้ดีในอนาคตเพราะบริษัทมีฐานในความพร้อมที่จะลงทุนได้อีกมาก เพราะถ้าสินค้าบริการที่ทำ ทำต่อและทำได้ดีจนประสบความสำเร็จเราคงเห็นแล้วว่าผลที่ได้จะมากเพียงใด ดูจาก Google (Nasdaq:GOOG) วันนี้ หรือ Microsoft (Nasdaq:MSFT) จากราคา IPO มาจนช่วงสูงสุดในปี 2000 หรือ 2001 หรือจนถึงวันนี้เองก็ตาม ผลตอบแทนที่จะได้รับก็ยังเย้ายวนใจ

ปล.ไม่แน่ใจว่าจะมีภาคต่อเนื่องหรือไม่นะครับ อาจจบแบบนี้เลยก็ได้ มีบางอย่างที่อยากเขียนอีกภายในขอบเขตของหัวข้อเรื่องนี้ แต่ยังรวบความคิดออกมาไม่ได้

14 Responses to "One product company"

มีภาคต่อก็ดีค่า
เด๊ยวมาตามอ่าน
^^

นางฟ้าต้องเสกให้ความคิดสามารถรวบยอดก่อน ถึงจะเขียนต่อได้

No idea เกี่ยวกับข้อสงสัยเรื่องการลงทุน แต่ติดใจตรงท่อนนี้ค่ะ

[quote]หรืออย่าง Excel เวอร์ชั่นแรก ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจและน่าตื่นเต้นต่อผู้ใช้งาน และเริ่มดึงหรือเข้าหาผู้ใช้งานวงกว้างมากขึ้น ในสมัยนั้นการที่จะทำให้ตัวอักษรเป็นตัวหนา ผู้ใช้ต้องใส่โค้ดอย่างเวิร์ดสตาร์ก็ Ctrl+kb (ไม่แน่ใจว่าจำได้ถูกรึป่าวนะ) ตอนเริ่มต้นและตอนปิดท้ายคำที่จะต้องการให้แสดงเป็นตัวหนา หรือ Word Perfect ที่เป็นผู้นำตลาดก็ต้องทำในลักษณะทำนองเดียวกัน แต่ไมโครซอฟท์เวิร์ดตอนนั้นก็เหมือนวันนี้ แค่เลือกคำที่ต้องการแล้วกดปุ่ม B บนเมนูก็เสร็จแล้ว หรือปุ่มผลรวมในเอ็กเซลก็เป็นอะไรที่ง่ายมากๆสำหรับคนใช้งานโดยทั่วไปแทนที่จะเป็น @sum(a1:a20) ใน Lotus 1-2-3[/quote]

จุดเริ่มต้นของมันคือ mouse…
ทำให้…
command line -> GUI
DOS -> Windows
shell command -> x-terminal

อิฉันว่าหากต้องการสิ่งที่ปฏิวัติวงการเนี่ย คงต้องทำ input device ใหม่ๆ อิฉันอยากเห็น voice-based ซึ่งปัจจุบันยังไม่ค่อย work เท่าไหร่ คอมพิวเตอร์ของอิฉันอาจจะไม่ยอมพิมพ์งานให้เพราะอิฉันออก accent ไม่ถูก lol

อีกประเด็นหนึ่งที่อยากคุยคือ ไอ้เทคโนโลยีที่ “เข้าหาผู้ใช้งานวงกว้าง” เนี่ย อิฉันว่ามันก็คือเทคโนโลยีที่ช่วยให้ “ใช้ความจำน้อยลง” นั่นเอง

จำได้ว่าสมัยมัธยมมีการสอบใช้ Word Chula กับ Word ราชวิถี (ถ้าไม่จำเป็นต้องอ้างอิง word ๒ ตัวนี้แล้ว อิฉันไม่อยากพูดถึงเลย เพราะมันบ่งบอกว่าสูงอายุ) อิฉันต้องนั่งท่องคำสั่งเป็นหน้าๆเลย

พิมพ์เรื่อยเปื่อยแต่ไม่ได้เข้ากับหัวข้อ one product company เลย ขออภัยด้วย…

ปล. วันนี้อิฉันไปฟังเสวนา “ทางเลือก..ทางรอด..ทางการเงินปี 51” มาค่ะ รู้สึกตกใจที่เขาว่า นักลงทุนต่างชาติเห็นปากีสถานน่าลงทุนกว่าประเทศไทย!!!

คุณ Pok

เรื่อง Voice Recognition นี่พัฒนาช้าจริงๆเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีด้านอื่นๆ ตัวที่พัฒนาเร็วอาจเป็น Video recognition วันก่อนดูสารคดีเมืองจีนเห็นตัวอย่างมาโชว์สามารถจดจำใบหน้าคนในสถานีรถไฟใต้ดินได้ เมื่อหลายเดือนก่อนก็เจอโน๊ตบุ๊คโซนีที่มีกล้องในตัว พอยืนหน้าเครื่อง กล้องก็จับหน้าเราได้ แล้วก็ใส่หมวกปาร์ตี้ให้ แล้วถ้าเราเดินไปซ้ายหรือขวา หมวกปาร์ตี้ก็ยังอยู่บนหัวเรา อืมม์ เห็นแล้วก็ตื่นเต้นดี

เรื่องเวิร์ดจุฬากับเวิร์ดราชวิถีนี่ก็น่าเสียดาย แต่คุณ Pok ได้เล่นตั้งแต่มัธยมนี่คงยังไม่สูงอายุเท่าไหร่ 😉 ตอนนั้นผมคงนุ่งขายาวไปเรียนหนังสือแล้ว เรื่องที่เสียดายก็คือ ไม่ได้ทำการพัฒนาต่อเนื่อง หลายๆปีก่อนเหมือนเคยได้ยินว่ามีการทำเป็น Windows application แต่ก็ไม่เคยเห็น

ว่าไปแล้วก็เหมือนหุ้น เวิร์ดไทยทั้งสองตัวนี้ทำได้ดี และมีส่วนแบ่งตลาดสูงมาก แต่ไม่สามารถ หรือ ไม่มีความมุ่งมั่น เมื่อวันเวลาผ่านไป ก็เงียบไปในที่สุด ลักษณะนี้ก็คล้ายกับ One product company ตามหัวเรื่องนี้แหละ เป็นจุดที่น่ากังวลสำหรับการถือหุ้นยาวๆ

Google คงไม่อยู่ในสถานการณ์นั้น คือยังอยู่ได้และอยู่ดีด้วยในระยะเวลาสามปีห้าปีข้างหน้า เพราะดูคู่แข่งทั้งรายใหญ่และรายใหม่ก็ยังไม่มีใครที่ดูดีว่าจะตามทันได้

แต่กูเกิลก็ไม่สามารถขยายตลาดเข้าไปในตลาดตามองค์กร ในส่วนของ search อย่างน้อยตามที่เคยเห็นตัวเลขมา ยอดขายยังไม่พอที่จะเป็นนัยยะสำคัญ ซึ่งเชื่อว่าคุณภาพของสินค้าคงดีไม่พอ ไม่งั้นน่าจะเห็นอะไรๆในตลาดมากกว่านี้

เรื่องเสวนานั้นไม่ได้ฟัง แต่ปากีสถานนั้นเป็นตลาดที่น่าสนใจมานานแล้ว เหมือนตลาดอินเดีย ที่ระบบพื้นฐานต่างๆยังขาดแคลนอยู่มาก ตอนนี้ผมก็ไม่รู้ว่าปากีน่าสนใจกว่าไทยหรือเปล่า แต่คงไม่ตกใจเท่าไหร่ เพราะเมืองไทยเราตกอยู่ในสภาพไม่ถูกและก็ไม่เด่นด้วย เลยไม่รู้ว่ามุมไหนเป็นเรื่องที่สามารถโฆษณาไปดึงดูดคนที่ไม่รู้จักให้เข้ามาได้ แต่อุตสาหกรรมยานยนต์ ปิโตร อีเลคโทรนิคส์ บ้านเราน่าจะไปได้ เพราะโตขึ้นมาพอที่จะเดินหน้าไป

จริงๆหลายเรื่องของไทยเราก็น่าเสียดายอย่างการท่องเที่ยว บ้านเราไม่มีการลงทุนทำแหล่งท่องเที่ยว เลยขายแต่ธรรมชาติ แต่ธรรมชาติที่ไม่ได้ดูแลและแต่งตัว ก็คงเหมือนผู้หญิง ที่วันหนึ่งก็หมองลงได้

การลงทุนก็อาจไม่จำเป็นเป็นการลงทุนที่ใหญ่โต อย่างการตกแต่งสภาพบ้านเรือนชุมชน การไม่ให้รถวิ่งบนถนน เพื่อให้คนเดิน อย่างช่วงนี้ไปพัทยาบ่อย ก็จะรู้สึกว่ารถเยอะเกิน แต่มีบางช่วงบางมุมของเมืองที่น่าเดินมากขึ้น มีความสวยงามสบายตามากขึ้น แต่เป็นแค่จุดๆบางแห่ง และเล็กเกินไป ถ้าทำให้ใหญ่กว้างขวางกว่านี้ก็คงดี

แต่จุดที่เด่นมากๆของการท่องเที่ยวไทยก็น่าจะเป็นสองเรื่อง เรื่องธุรกิจกลางคืนที่คนไม่อยากพูดถึง และเรื่องคนหรือวัฒนธรรม ที่ผมชอบใช้คำว่า วิถีชีวิตของคนไทย ที่ยิ้ม อาย ถ้อยทีถ้อยอาศัย ซึ่งเป็นจุดที่ยังสร้างความชื่นชอบกับคนต่างถิ่น เรื่องนี้เป็นคำตอบจากเพื่อนต่างชาติที่เคยเข้ามาเที่ยวบ้าง มาธุระบ้าง ภาพรวมๆก็จะเป็นคำตอบทำนองนี้

สวัสดีค่ะ

สบายดีหรือเปล่าคะ วันนี้อิฉันไปฟัง ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร บรรยายเรื่องเกี่ยวกับเงินๆทองๆ ได้แง่คิดที่ดีหลายอย่าง บางเรื่องก็เหมือนกับที่อิฉันเคยอ่านมาจากใน thaibaht นี่แหละ

ช่วงนี้ชีพจรลงเท้า ไม่ค่อยได้ติดตามข่าวเกี่ยวกับการลงทุน เลยไม่รู้จะคุยอะไร (แต่เข้ามาอ่านบ่อยๆนะ ดู stat ได้) ตอนนี้อิฉันเปลี่ยนสถานะเป็นนักลงทุนระยะยาวไปเรียบร้อยแล้ว lol

ปล. พัทยาเป็นอย่างไรบ้าง สัปดาห์หน้าต้องไปอบรมที่พัทยา อิฉันไม่ได้ไปนานมากๆแล้ว ไม่รู้ว่าเปลี่ยนไปแค่ไหน

สวัสดีคุณ T
วันนี้มีโอกาสเปิดวิดิโอคลิป หนังเรื่อง Don Quixote
ที่ปีเตอร์ โอทูลเล่น ดูมาถึงตอนท้ายๆที่ป่วย
นึกถึงคุณ T ในกระทู้ VI ที่คุยกันเรื่องวรรณกรรมคลาสสิค
เลยแวะมาเยี่ยมเยียน

ไม่ค่อยได้เขียนกระทูวรรณกรรมเท่าไหร่แล้ว
เพราะรู้สึกจะหาคนคุยด้วยน้อยลงๆ

นี่ที่ office ผมเขาจะเริ่มรณรงค์ให้มาใช้ software แบบ open มากขึ้นแล้วครับ

ติด microsoft มาหลายปี ไม่รู้จะลงแดงหรือเปล่า
แต่ว่าก็ใช้แต่ os,office เท่านั้นแหละครับ

ตัวอื่นๆของตาเกทส์ไม่รู้เป็นไง เพราะแทบไม่ได้ใช้เลยครับ

คุณ Pok

อาทิตย์หน้าผมอยู่พัทยาเหมือนกัน คงจะเจอะเจอกันบ้างนะครับ

*********

พี่กูรู

เรื่องวรรณกรรมต่างๆจะคลาสสิคหรือร่วมสมัย แวะมาเล่าสู่กันได้ครับ แต่สมัยเปลี่ยนไป คนมีช่องทางบริโภคหลากหลายขึ้น ทั้งเคเบิล ทั้งอินเตอร์เนต อาจทำให้คนใช้เวลากับหนังสือเป็นเล่มๆน้อยลง ผมเองก็อ่านหนังสือเป็นเล่มๆน้อยลง

วรรณกรรมคลาสสิคของไทยๆ ถ้าหากมีคนนำมาเขียนใหม่บ้างคงจะดี อย่างพระอภัยมณี เปลี่ยนจากร้อยกรองเป็นร้อยแก้ว อะไรทำนองนี้ คงจะช่วยประหยัดเวลาและเข้าถึงคนได้มากขึ้น

*********

คุณ copywriter

เรื่องการใช้ software ก็คงมีหลายแง่มุมที่เกี่ยวข้อง ผมเคยจับ open office ช่วงแรกๆ โดยทั่วไปก็ใช้ได้ แต่ calc (ตัวที่มาแทน excel) นี่ใช้ยากไปหน่อย เลยยังใช้ของแพงต่อไป เพราะคิดแบบง่ายๆว่าเวลาที่เสียไปต่อวันกับราคาที่จ่ายก็ยังคุ้มอยู่ แล้วยังมีเรื่อง Outlook ที่ยังหาของแทนที่ชอบใจไม่ได้ และเรื่องใหญ่ทีสุดของ open office คือเรื่องภาษาไทย ส่งไฟล์อ่านไฟล์กับคนอื่นๆลำบากไปนิด

นอกจากบริษัทคุณ copywriter แล้ว มีหลายที่ที่ใช้ open office ครับ จุดความต่างความสามารถความสะดวกเมื่อเทียบต้นทุนแล้วอาจจะค่อยๆแคบลง ซึ่งก็คงแล้วแต่บุคคลแล้วแต่องค์กรตัดสินใจ

เหตุการณ์ลักษณะนี้เป็นบทเรียนที่สอนใจเรื่อง one product company คุณค่าของสินค้าบริการอาจจะน้อยลงเมื่อเทียบกับทางเลือกที่เกิดขึ้นตามเวลาที่เปลี่ยนไป ถ้าหากบริษัทไม่ปรับปรุงหรือปรับปรุงช้ากว่าทางเลือกเป็นเวลานาน สินค้าและบริการนั้นๆก็จะลดคุณค่าลงไปเรื่อยๆจนหมดความหมายไป

เออ..เพิ่งนึกออก เรื่อง One Product Company (สมองช้าจัง)

ยาคูลท์ ไง อยู่ยงคงประพันธ์มาถึงทุกวันนี้
ด้วยสินค้า size เดียว รสชาติเดียว
Effective มาก ถึงขนาดพูดว่า “ถ่ายไม่บอก บอกยาคูลท์”
ทั้งๆที่คู่แข่งพยายามกวดไล่ด้วยสินค้าคุณลักษณ์เดียวกัน
แตกรสชาติ สีสันออกไปเยอะแยะ
แต่ยาคูลท์ก็ดูเหมือนไม่สะพรั่น
ไม่รู้ยอดขายเป็นอย่างไรบ้าง

แต่ที่แน่ๆ ยาคูลท์ ไม่ง้อ Modern Trade
นอกจากขายผ่านโชว์ห่วยและส่งตรงโดย สาวยาคูลท์
นั่นหมายความว่า ไม่ถูกบีบเรื่องราคา โปรโมชั่น และเก็บเงินสดๆทันที

หนังโฆษณาก็แสนจะเชย ไม่รู้สาวคนถีบป่านนี้ไปอยู่ไหนล่ะ

พี่กูรูครับ ยาคูลท์ ทำยังยังใช้ชื่อ ยาคูลท์อยู่ได้ละครับ

ผมจำได้ว่าเมื่อก่อนมีการให้เปลี่ยนชื่อสินค้า กันยกใหญ่
โดยเฉพาะชื่อ ที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจคาดเคลื่อนได้

ยกตัวอย่างเช่น ยาทันใจ ต้องเปลี่ยน ยาทัมใจ เป็นค้น

เขาไม่คิดว่าเป็น ยาคูลท์ เป็นยาชนิดหนึ่ง
ที่ช่วยให้ถ่ายคล่องบ้างหรือครับ

ขออนุญาตคุณ T ตอบกระทู้คุณ Copy ในเวปนี้ต่อ
อาจจะเบี่ยงประเด็นไปจากหัวข้อกระทู้นิดหน่อย ขออภัย

ยาคูลท์ รอดมาได้ น่าจะเป็นเพราะเป็นชื่อที่จดทะเบียนในต่างประเทศ
ซึ่งต้นกำเนิดมาจากบริษัท Yakult Honsha
ชื่อเลยสะกดเป็นไทยออกทำนองยาๆ
ทั้งๆที่ในภาษาต้นกำเนิดไม่ได้เกี่ยวอะไรกับยา
และก็ไม่มีความความหมายเชิงโอ้อวดสรรพคุณ
แบบทันใจ ปวดหาย ซ่อมปอดใหม่

ฟลุ๊คมาก

ยินดีครับ พูดคุยกันผมก็ได้ความรู้ไปด้วย 🙂

จากความทรงจำเรื่องการทำตัวหนาบนโปรแกรม CU Word นะครับ

กด Ctrl + K + B ตรงตัวอักษรที่ต้องการตัวแรก เพื่อเป็นการกำหนดต้นบล็อค แล้วก็ใช้ลูกศรจิ้มๆ ไปจนถึงตำแหน่งสุดท้ายที่ต้องการ จากนั้นกด Ctrl + K + K เพื่อกำหนดท้ายบล็อค มันจะทำการไฮไลท์ข้อความที่เรากำหนด และกด Ctrl + B เพื่อทำเป็นตัวหนาครับ 😉 (ถูกหรือเปล่าก็ไม่รู้ อิอิ)

จากความทรงจำอีกเรื่อง ยาทันใจ ต้องเปลี่ยนเป็น ทัมใจ ด้วยข้อบังคับทางกฎหมายสมัยนั้นครับ (แต่ยังเขียนให้อ่านว่า ทันใจ ได้อยู่ดี เพราะตัว ม.ม้า มีลักษณะคล้าย น.หนู ด้วย)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: