Thai Baht… ways to Happy and earn money

KM กับความคาดหวัง

Posted on: พฤศจิกายน 15, 2008

คำแต่ละนอกจากจะมีความหมายในตัวมันเองแล้ว ซึ่งก็คือความหมายในเชิงพจนานุกรม คำนั้นๆก็ยังมีความหมายในเชิงความคิด (perception) ของคนแต่ละคนที่จะแปลจากประสบการณ์ที่ผ่านมาของแต่ละคน และบางครั้งก็ยังบวกไปด้วยความคาดหวัง เร็วๆนี้มีโอกาสคุยกับผู้บริหารระดับสูงของกิจการแห่งหนึ่ง เป็นกิจการขนาดกลาง ยอดขายประมาณ 500 ล้านถึงพันล้านบาทต่อปี คำที่หลุดออกจากปากเราไปก็คือ การบริหารจัดการความรู้ (Knowledge Management หรือ KM) ผู้บริหารก็เอ่ยทันทีว่า ปัจจุบันมีปัญหาระยะห่างของความรู้ในตัวท่านกับลูกน้อง การทำระบบ KM จะช่วยได้หรือไม่ (ซึ่งการทำระบบ KM ในที่นี้อยู่ในบริบทของระบบคอมพิวเตอร์) ผมก็บอกได้ทันทีว่าคงจะไม่ได้ ด้วยความรู้ประสบการณ์เท่าที่มี ยังไม่เคยเห็นระบบคอมพิวเตอร์ที่ฉลาดมากพอทำให้คนมาใช้ฉลาดมากขึ้น ก็เลยทำการอธิบายแบบย่อ (pitch) ระบบ KM ที่ทำผ่านคอมพิวเตอร์เป็นแค่แกนหนึ่งในจำนวนหลายแกนของการจัดการความรู้ในองค์กร การฝึกอบรมทั้งในองค์กรและภายนอก การส่งเสริมให้ศึกษาต่อ การอำนวยความสะดวกในการศึกษาหาความรู้ รวมถึงเรื่องการปลูกฝังนิสัยในการรักการเรียนรู้ก็ยังคงเป็นส่วนสำคัญ

การจัดระบบ KM ในที่นี้ จะช่วยในเรื่องการดูแลรักษาและอำนวยความสะดวกของความรู้ที่เกิดขึ้นภายในจากคนในบริษัทมากกว่า จริงๆในเชิงทฤษฎีแล้วความรู้มีสองประเภท หนึ่งคือความรู้ที่อยู่ในหัวคน (Tacit Knowledge) ส่วนที่สองคือ ความรู้ที่มีการอธิบายออกมาแล้ว (Explicit Knowledge) ซึ่งในองค์กรส่วนใหญ่ก็จะเป็นเอกสารต่างๆ และในบางองค์กรก็อาจมี วิดีโอ หรือ เสียงที่อัดเก็บไว้ด้วย

ถ้าหากเราเคยมีความรู้สึก หรือ คำถามนี้เกิดขึ้นในตอนทำงาน "เรื่องนี้ คราวที่แล้ว ทำยังไง" หรือ "ปัญหานี้คล้ายกับคราวที่แล้วที่มีเรื่องเกิดขึ้น คราวที่แล้วจัดการยังไง มีผลอย่างไร" นั้นก็แปลว่า ความรู้เก่าขององค์กรที่เคยมี อาจไม่ได้มีการเก็บ หรือ อาจไม่มีความสะดวกหรือยากที่จะเข้าถึงได้ จริงๆแล้วเป้าหมายของ KM ก็ไม่ได้ตอบโจทย์แบบที่ว่ามาเท่านั้น แต่เป้าหมายที่หลายองค์กรต้องการ คือ การสร้างนวัตกรรม ทั้งนวัตกรรมในเชิงสินค้าหรือบริการ หรือนวัตกรรมในเชิงวิธีทำงาน

เมื่อมีการเก็บข้อมูลไว้ในปริมาณมากพอ องค์กรก็จะเริ่มสามารถวิเคราะห์หาความต้องการที่แฝงเร้นอยู่ของลูกค้า ซึ่งสะท้อนผ่านมาทางปัญหา รูปแบบของสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำๆ (pattern) คำขอต่างๆ ผลการวิจัย ปัจจัยภายนอกต่างๆ ซึ่งจริงๆหลายที่ก็รู้อยู่แล้วว่าโลกมีการเปลี่ยนไป ผู้บริโภคหรือลูกค้ามีการเปลี่ยนไป แต่ปัญหาที่ยากกว่านั้นของแต่ละองค์กร คือ แล้วเราจะเปลี่ยนอย่างไร ซึ่งแต่ละองค์กรก็มียุทธศาสตร์และฐานะต่างกัน บางคนก็อยากจะเป็น ผู้นำในการเปลี่ยนแปลง (Trend Setting) หรือ ผู้นำรุ่นแรกในการปรับตัว (First Mover) หรือ ผู้ตาม (Follower) แต่คงไม่มีใครอยากจะเป็น ผู้ตกขบวน (Laggard)ดังนั้นผู้บริหารก็สามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาประมวลได้ และหาแนวทางที่ตอบโจทย์ทางธุรกิจต่างๆได้

นวัตกรรมในเชิงวิธีทำงาน (Process Innovation) ก็เป็นส่วนหลักในการทำให้รักษาต้นทุนให้ต่ำอยู่ได้ตลอด พูดถึงเรื่องนี้ คงต้องพูดถึง Intel ที่พวกเรารู้จักกันดี Intel นั้นโดยลักษณะธุรกิจและอุตสาหกรรม ก็มีข้อบังคับที่ไม่ได้เขียนอยู่แล้วว่า ต้องออกสินค้าใหม่เรื่อยๆ อินเทลเองวางกลยุทธ์ในการพัฒนาและผลิตสินค้าไว้แบบง่ายๆว่า ติก-ต็อก (Tick-Tock) เหมือนลูกตุ้นนาฬิกา ซึ่งก็คือ การสร้างโครงสร้างของสินค้าใหม่ (ภาษาที่ใช้กันคือ สถาปัตยกรรม มากกว่าคำว่าโครงสร้าง) และผลิตบนสายพานผลิตแบบที่ใช้อยู่ อย่างนี้ก็เป็น"ติก" และการใช้โครงสร้างของสินค้าแบบเดิม แต่ผลิตบนสายการผลิตแบบใหม่ ซึ่งคือ"ต็อก" กลยุทธ์นี้นำมาใช้และได้ผลดี เพราะสามารถสร้างสรรค์สินค้าใหม่และปรับปรุงกระบวนการผลิตแบบใหม่ไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่มีความเสี่ยงมากเกินไป

นอกเหนือไปจากการเก็บรวบรวมและจัดหมวดหมู่ของข้อมูล หลายครั้งการพัฒนาระบบซอฟท์แวร์มาช่วยให้คนทำงานในหน้าที่ต่างๆก็ยังถูกรวมเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่อง KM ด้วย เนื่องจาก การนำซอฟท์แวร์มาช่วนในกระบวนการทำงานต่างๆนั้น ถือว่าเป็นการกระจายความรู้ (แต่เป็นความรู้ที่เกิดขึ้นแล้ว) ให้แก่ผู้ปฏิบัติงานโดยตรง เมื่อผู้ปฏิบัติงานทำงานภายในกรอบของซอฟท์แวร์ วิธีที่ทำงานนั้นก็จะอยู่ในกรอบที่ผ่านความเห็นชอบขององค์กรแล้วว่า เป็นวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง และเมื่อปฏิบัติถูกต้อง ผลของงานก็จะถูกต้องตามมา แต่อาจจะยกเว้นงานด้านการขาย การเจรจาต่อรอง ที่กระบวนการขั้นตอนทำงานที่ถูกต้องช่วยได้แค่การเพิ่มโอกาสในความสำเร็จให้สูงขึ้น

หลังจากที่อธิบายไป ไม่รู้ว่ารู้สึกไปเองหรือเปล่าว่า สิ่งที่ต้องทำทั้งหมดเหมือนกระบวนการขี่ช้างจับตั้กแตน ตอนนี้เลยเปลี่ยนมาเริ่มในบางจุดที่น่าจะมีผลกระทบที่จับต้องได้มากขึ้น โดยพาองค์กรไปในทิศทางที่น่าจะเป็น แต่แทนที่จะเริ่มโดยวางเป้าหมายสุดท้าย ก็ทำเป็นขั้นเป็นตอน เหมือนทัวร์กรุงเทพเชียงใหม่ ก็แวะนั่นนิดแวะนี่หน่อย เพื่อดูสิ่งที่น่าอภิรมย์บรรเทิงใจ แทนที่จะจดจ่อกับเป้าหมายสุดท้าย ซึ่งผลเมื่อไปถึงก็ยังมีการแปรปรวนว่าอาจจะเป็นอย่างที่คาดหรืออาจจะต่างกับสิ่งที่หวังก็ได้

ว่าไปแล้วก็คล้ายๆกับชีวิตของคน เราก็คงคาดหวัง กำหนดเส้นทางเดินไปในทิศทางนั้น แต่จะไปถึงหรือไม่ เราอาจจะไม่รู้

4 Responses to "KM กับความคาดหวัง"

แต่เมื่อวานแผน กำหนดเส้นทางแล้ว มันก็ต้องถึงในซักวัน … นั่นคือสิ่งที่รู้ค่ะ

พี่ตี่เปลี่ยนธีมเหรอคะ สวยดีค่ะ

น้องจอม

พี่ก็เชื่ออย่างงั้น

ธีมนี้สีสันมากดี เปลี่ยนบ้างให้ดูต่างไป

ขอบคุณสำหรับ บทความดีๆ ครับ

มาอ่านหน้านี้ เก็บความรู้เกี่ยวกับ KM ไปด้วยค่ะ
ทำงานในโรงเรียน ไม่คุ้นกับคำนี้มากนัก
เคยได้ยินบ้าง แต่ไม่ชัดเจน มาอ่านแล้วรู้สึกชัดเจนขึ้น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: