Thai Baht… ways to Happy and earn money

Archive for the ‘ลงทุน’ Category

สำหรับคนเล่นหุ้นแล้ว หนึ่งในความฝันก็คือ มีโอกาสซื้อหุ้นที่เหมือนไมโครซอฟท์ (NASDAQ:MSFT) ตั้งแต่ช่วงแรกๆแล้วถือมาเรื่อยๆ เพราะผลตอบแทนนั้นสูงมาก ไม่รู้เป็นกี่เท่าของกี่เท่าของเงินลงทุน ถึงแม้ในช่วงหลังปี 2000 ราคาหุ้นจะลดลงมาเรื่อยๆประมาณครึ่งหนึ่งจากที่เคยสูงสุดมาก่อน แต่ราคาปัจจุบันเมื่อเทียบกับราคาเริ่มต้นก็ยังสูงมากอยู่ดี

image

สำหรับในเมืองไทยเราก็คงมีหุ้นในฝันแบบเดียวกัน คือ หุ้นปูนใหญ่ ที่ทำผลตอบแทนในระยะยาวแก่ผู้ถือหุ้นได้เป็นอย่างดี ชนิดที่ว่าถ้าหากซื้อในปริมาณที่มากพอ ก็สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ด้วยเงินปันผลอย่างเดียว

หุ้นทั้งสองตัวอาจไม่ใช่หุ้นที่ให้ตอบแทนดีที่สุดในตลาด แต่ถือว่าเป็นเรือธงที่ใครๆก็รู้จักกันอย่างแฟร่หลาย ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ก็มีหุ้นหลายตัวที่อาจจะกลายเป็นหุ้นในลักษณะนี้ หนึ่งในนั้นก็คือโฮมโปร (SET:HMPRO) ซึ่งเราลองดูความสามารถในการเติบโตของกิจการโฮมโปรในช่วงสิบปีที่ผ่านมานี้ จะเห็นว่ายอดขายโตขึ้นเกือบสิบเท่า ขณะที่ผลกไรสูงมากขึ้นยี่สิบกว่าเท่า

image

การเลือกหุ้นและซื้อหุ้นแบบนี้ ฝรั่งจะใช้คำว่า Hit a home run ซึ่งมาจากเกมส์กีฬาเบสบอล แต่การลงทุนในตลาดหุ้นก็เหมือนเบสบอล การเป็นผู้ชนะไม่จำเป็นว่าต้องดีโฮมรันได้ทุกครั้ง แค่ตีได้เบสแรกเบสสองไปเรื่อยๆก็สามารถที่จะชนะได้แล้ว เมื่อแปลมาทางตลาดหุ้นก็คือการมีวินัยในการลงทุนและมีการลงทุนสม่ำเสมอ เป็นปัจจัยหลักในการที่จะชนะ ซึ่งแน่นอนว่าปัจจัยในการเลือกหุ้นก็เป็นส่วนสำคัญ แต่ไม่จำเป็นว่าหุ้นที่เราเลือกทุกครั้ง จะต้องเป็นหุ้นโฮมรันตลอดไป เพราะต่อให้ไม่ได้โฮมรันเลยก็ยังชนะได้ แต่ถ้าหากโชคดีได้โฮมรันขึ้นมา ก็ทำให้เกมส์นี้มีสีสันมากขึ้นหรือรู้ผลชนะได้เร็วขึ้นเท่านั้นเอง

Advertisements

เมื่อคืนนี้ทองคำทำราคาสูงสุดใหม่ไปทะลุ 1,200 เหรียญแล้ว ไม่รู้ว่าจะขึ้นไปเรื่อยๆเหมือนอย่างที่นักวิเคราะห์ฝรั่งว่าไว้ว่าราคาทองมีสิทธิ์ไปถึง 5,000 เหรียญ ก็ไม่รู้ว่าจะขึ้นไปได้ยังไงราคาขนาดนั้น กินก็กินไม่ได้ ใช้ก็ไม่จำเป็น

ราคาทองตอนนี้เป็นเรื่องของความเชื่อจริงๆ ในความรู้สึกผม ทองเป็นของ (หรือทรัพย์สิน) ที่อยู่ดีๆมีคนมาให้ค่ากับมัน ได้ทองมา จะกินต่างข้าวก็ไม่ได้ จะห่มแทนเสื้อผ้าก็ไม่ได้ จะเก็บไว้แล้วมีดอกเบี้ยให้มา หรือมีปันผลให้มาก็ไม่ได้ ก็ไม่รู้ว่าทำไมราคามันถึงขึ้นกันไปขนาดนี้

ถ้าเหตุการณ์ของทองช่วงนี้เป็นการตื่นทองยุคใหม่ เหมือนกับที่เคยมีมาในอดีต การตื่นดอกทิวลิป ที่ผู้คนต่างลงทุนดอกทิวลิปอย่างบ้าระห่ำ จนราคาดอกนึงสูงกว่ารายได้ของช่างทั้งปี หรือจะเป็นบำเบิ้ลอะไรก็ตามแต่ เราคงจะได้เห็นปรากฏการณ์ราคาทองตดดิ่งหนักในข่วงเวลาไม่นานจากนี้

แต่ก่อนที่จะเจอเหตุการณ์นั้น เราคงไม่รู้ว่าจะเห็นราคาทองขึ้นไปสูงขนาดไหน อาจจะเป็นสองพันเหรียญสามพันเหรียญหรือห้าพันเหรียญก่อนก็ได้ หรืออาจจะเป็นว่าแถวๆนี้ที่พันสองร้อยเหรียญคือยอดสูงสุดแล้วจะค่อยๆเริ่มละลายแล้วสะสมเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่ไหลเทลงไป

จากตอนที่แล้ว RMF กับการลงทุนทางเลือก ทองคำ ซึ่งพอจำได้ว่าวันที่ซื้อนั้นทองอยู่ราวๆพันเหรียญเศษๆ วันนี้ผ่านไปแค่สองเดือนเศษ ราคาขึ้นมา 20% ในขณะที่ ราคาจากต้นปีถึงวันนี้ขึ้นมาประมาณ 50%

จนวันนี้เพิ่งซื้อ rmf ทองไปประมาณครึ่งหนึ่งจากที่ตั้งใจไหว อีกครึ่งหนึ่งควรจะทำยังไงดี ลงทุนตามแผนที่วางไว้ หรือ ไปซื้อ rmf ในตัว asset class อื่นๆก่อนแล้วค่อยพิจารณาอีกที ถ้าหากเลือกทางเลือกที่สอง แล้วจะพิจารณาจากอะไร เพราะเราเองก็ไม่มีความรู้ว่าราคาทองจะขึ้นหรือจะลง แต่ที่เราเลือกซื้อก็เพราะเหมือนที่ว่าไว้ในตอนที่แล้ว เป็นการเฮดจิ้ง

(?)

image

สำหรับคนที่คุ้นเคยกับการลงทุน RMF อยู่แล้ว คงทราบว่าเราสามารถสร้างพอร์ทของเราด้วย Asset Class ต่างๆ ทั้งตราสารหนี้ระยะสั้น (ใกล้เคียงเงินสด) ตราสารหนี้ระยะยาว (หรือกลาง) และหุ้น ช่วงเร็วๆนี้ มีกองทุนใหม่ที่ได้สิทธิ์ RMF แต่นำเงินไปลงทุนกับทองคำ ก็เหมือนกับว่าเราซื้อทองคำโดยสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้

บลจ.ที่นำเสนอสินค้าตัวนี้ คือ บลจ.อยุธยา และตัวกองทุนคือ อยุธยาโกลด์เพื่อการเลี้ยงชีพ (AYFGOLDRMF) ท่านที่สนใจรายละเอียดแบบเป็นทางการก็สามารถกดลิ้งค์ไปอ่านได้ แต่ผมจะพูดในแบบที่ผมเข้าใจเอง

ตัวสินค้าตัวนี้จริงๆก็คือ SPDR Gold Trust เป็น ETF ที่ลงทุนในทองคำ มีการซื้อทองมาสำรองแต่ไม่แน่ใจว่ากี่เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าลงทุน และนำหน่วนลงทุนนี้ไปซื้อขายกันหลายประเทศ ทั้งที่อเมริกา (NYSE) แต่ที่บลจ.นี้อ้างอิงคือ ราคาซื้อขายในตลาดสิงคโปร์ โดยที่ทางบลจ.ก็เปรียบเหมือนนายหน้าที่รับเงินบาท ไปซื้อเจ้าสไปเดอร์ทองคำ (SPDR นั้นคนมักจะอ่านออกเสียงเป็น spider) ในตลาดสิงคโปร์ และเมื่อมีผู้ถือหน่วยไทยสั่งขาย บลจ.ก็ขายที่ตลาดสิงคโปร์ และส่งมอบเงินบาทให้กับผู้ถือหน่วย

จริงๆแล้วถ้าหากเราสามารถซื้อขายเองได้โดยตรงคงลดค่าธรรมเนียมในส่วนของบลจ.อยุธยาลงได้ เพราะจริงๆแล้วทางบลจ.มีค่าใช้จ่ายน่าจะน้อยในการจัดการเรื่องนี้ ข้อนี้ก็คงเป็นไปกับกองทุนที่ลงทุนต่างประเทศทั้งตราสารหนี้หรือตราสารทุน (หุ้น) ที่บรรดาบลจ.บ้านเรานำมาเสนอขายกันมากมายในตอนนี้

ว่าไปแล้วตั้งแต่เกิดมาเคยซื้อทองไปแค่สองครั้ง รวมน้ำหนักหนึ่งบาท เป็นสร้อยกับแหวนรุ่น ไม่เคยซื้อเก็บ หรือซื้อเป็นเครื่องประดับ หรือลงทุนกับทอง เพราะว่าไม่ค่อยชอบในการเก็บรักษา มีทองไว้ในบ้านก็กังวลว่าจะโดนหยิบหายไปหรือเปล่า ถ้าซื้อทองเป็นแท่งๆแล้วนำไปฝากธนาคาร ก็ต้องเสียค่าฝากอีก และท้ายที่สุดก็ไม่มีความเชื่อว่าผลตอบแทนในระยะยาวของทองนั้นจะดี แต่ครั้งนี้เป็นการลงทุนในทองเป็นครั้งแรกและคงจะต่อเนื่องต่อไป เพราะข้อจำกัดต่างๆที่เขียนมามันเสมือนกับว่าไม่มี (จริงๆแล้วก็มีแหละ เพราะทางสไปเดอร์ก็เก็บ ทางบลจ.ก็เก็บ แต่มันซ่อนเข้าไปอยู่ในราคาซื้อขาย) และเหตุผลอีกสองข้อที่สนใจก็คือ

  1. เป็นการกระจายความเสี่ยง Asset Allocation เพราะว่าทุกวันนี้ชีวิตในเหมือนฝากกับหุ้นอยู่แล้ว แต่จะลดหุ้นลงก็ยังไม่ถึงเวลา ก็เลยต้องใช้การลงทุนในทางเลือกใหม่ๆเพิ่มขึ้น
  2. ดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ ช่วงนี้ดอกเบี้ยต่ำมาก และปีหน้าหลายๆคนก็คิดว่าเราน่าจะเริ่มเห็นภาวะเงินเฟ้อที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง จากมาตรการการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลในประเทศต่างๆล้วนใช้วิธีอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบมากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป แต่ภาพรวมก็เป็นการอัดฉีดเงินที่มากกว่าปกติเป็นอย่างมาก ซึ่งสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆก็น่าจะปรับตัวสูงขึ้นรวมทั้งทองคำด้วย 

สำหรับผมเองการลงทุนนี้ไม่ใช่หลักใหญ่ แต่เป็นเหมือนกับการ hedging มากกว่า ไม่ได้มองว่าจะได้ผลตอบแทนมากมาย แต่ถือไว้กันความเสี่ยง ด้วยความที่เรามีโอกาสซื้อโดยเสมือนได้ส่วนลด โดยการนำไปลดหย่อนภาษีได้ ก็เลยเป็นแรงจูงใจให้ไปเปิดบัญชี และแล้วก็เหมือนทุกครั้งซื้อปั้บ วันรุ่งขึ้นทองราคาตกทันที ฮ่าๆๆๆ

ป้ายกำกับ:

รู้จักคนเล่นหุ้นที่ตลาดขึ้นแต่ไม่ดีใจมั้ยครับ นั่นคืออาการของคนตกรถ ช่วงนี้ผมก็อยู่ในสภาพคล้ายๆนั้น ถึงแม้จะไม่ตกรถอย่างสมบูรณ์แบบ แต่แทนที่จะขึ้นรถเก๋งไป ดันถีบจักรยานไป

ช่วงที่ผ่านมา ก็ยังคิดอยู่ตลอดว่าสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำอย่างมาก และเป็นไปอย่างพร้อมเพรียงทั่วโลก น่าจะเป็นผลลบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก เพราะเราพึ่งพาภาคการส่งออกเป็นหลัก ถึงแม้ว่าช่วงปลายปีที่แล้วต่อต้นปี ที่มีคนออกมาพูดมากมายว่า คนจะตกงานเป็นล้าน ผมก็ไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะคนตกงานเป็นล้านถือว่าต่ำ คิดออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ ก็แค่ประมาณ 3.x% ไม่ได้เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นซะเท่าไร แต่เรื่องเศรษฐกิจโลกเป็นตัวหลักที่ทำให้เกิดความกังวลใจ ลองจิ้มๆเครื่องคิดเลขดูตอนนั้น ก็เชื่อเหมือนที่บางคนออกมาพูดว่า GDP จะลบ 6-7% ซึ่งพอประกาศออกมาก็เป็นไปตามนั้น

แล้วก็ตามมาด้วยเหตุการณ์สงกรานต์ ซึ่งเพิ่มตัวลบให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวหลังจากที่เหตุการณ์ปิดสนามบินยังไม่ทันจางไปจากความทรงจำ ทั้งส่งออกและการท่องเที่ยวซึ่งเป็นหัวใจหลักของรายได้บ้านเราโดนกระทบขนาดนี้ ก็ยิ่งเพิ่มความกังวลใจมากขึ้น

ตามมาด้วยการเมือง หลังจากเหตุการณ์ 19 เดือน 9  ก็ผ่านไปสามปีแล้ว มีรัฐบาลมาสองชุด พร้อมกับการยอมรับของคนหลายฝ่าย โดยเฉพาะคนที่มีปากมีเสียงในสังคม ก็ไม่น่าเชื่อว่า เวลาทำงานสามปีที่ผ่านมา ก็ยังไม่สามารถลดความศรัทธาของรัฐบาลก่อนเหตุการณ์สิบเก้าเดือนเก้าได้

ส่วนสุดท้ายก็คือบรรดานักดูกราฟที่ผมให้ความเชื่อ ก็ยืนยันนั่งยันจนถึงตอนนี้ว่า ตลาดยังไม่กลับตัวขึ้นไปอย่างสมบูรณ์แบบ

แล้วที่เคยเขียนไปเรื่อง Suckers Rally เมื่อเดือนมีนาคม วันนี้คำตอบก็บอกว่าที่ผ่านมาคิดผิด

เฮ้อ เลยตกรถอย่างที่ว่าไว้ แต่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งในเหตุการณ์ที่บอกกับตัวเองอยู่เสมอว่า สิ่งที่ยึดเป็นกรอบนั้นก็ยังถูกต้องอยู่

  • ไม่มีใครรู้จริงว่าตลาดจะเดินไปในทางไหน
  • ตลาดหุ้นเป็นเกมบริหารความเสี่ยง
  • การลงทุนระยะยาวเป็นสิ่งที่ดี (สำหรับคนไม่เก่งอย่างผม)

ข้อแรกและข้อสุดท้ายคงไม่ต้องขยายความ ส่วนข้อสองก็คือ ตลาดหุ้นเป็นความเสี่ยง ความเสี่ยงคือ การที่เราไม่สามารถทำนายผลลัพธ์ออกมาอย่างแม่นยำ บางครั้งผลลัพธ์ที่ออกมาก็เป็นโทษกับเรา ซึ่งทำให้ขาดทุนได้ บางครั้งผลลัพธ์ก็เป็นคุณกับเรา คือออกมาอย่างที่เราคิด และบางครั้งผลัพธ์ก็ออกมาในทิศทางเดียวกับที่เราคิด แต่เป็นระยะทางที่ยาวกว่าที่เราคาดไว้ ก็ทำให้เกิดเหตุการณ์ขายหมูอย่างใหญ่โต

เมื่อเราเชื่อว่าตลาดมีความเสี่ยงที่จะขึ้นหรือลงได้ เราก็ต้องหาวิธีที่จะจัดการกับมัน ซึ่งอาจเป็นการที่มีหุ้นอยู่ในพอร์ทตลอดเวลา การทยอยซื้อการทยอยขาย การวางกรอบการซื้อเพิ่มหรือขายเพิ่ม การคัดเลือกหุ้น และสุดท้ายก็คือการรับผิดว่า ตัวเรานั้นคิดผิด ตัดสินใจผิด

วันนี้ผมก็ไม่รู้ว่าตลาดจะเดินหน้าไปในทางไหนเหมือนเดิม ถึงแม้สภาพเศรษฐกิจจะดูดีขึ้นมาบ้าง แต่ก็ไม่ใช่ภาพที่ทำให้ผมเชื่อมั่นมาก

ตลาดมือถือในโลกลดลงประมาณ 6% โดยคิดเป็นจำนวนเครื่อง

image

image

แต่มือถือแบบ Smart Phones มีการเติบโตสูงขึ้นประมาณ 27% ตัวเลขนี้มาจากการ์ดเนอร์ บริษัทวิจัยของอเมริกา

โนเกียถึงแม้จะสามารถเพิ่มยอดขาย 20% ในตลาดสมาร์ทโฟน แต่ก็ยังน้อยกว่าภาพรวมของตลาด ในขณะที่ iPhone เป็นแชมป์ด้านการเติบโตถึงห้าเท่า จากตอนก่อนหน้านี้ Apple iPhone VS Nokia N81และยอดขายมือถือ หนึ่งพันล้าน เครื่อง ตอนนั้นไตรมาสสองของปี 2007 ยอดขายสมาร์ทโฟนอยู่ที่ประมาณ 27 ล้านเครื่อง ตอนนี้สองปีผ่านไป ตลาดเพิ่มมาเป็น 40.9 ล้านเครื่อง ทั้งๆที่เศรษฐกิจโลกเป็นอย่างที่เราเห็นกันอยู่ และในตอนนั้นคนซื้อสมาร์ทโฟนประมาณ 10% ของตลาดรวม ตอนนี้เพิ่มมาเป็น 12.5% โดยประมาณ เห็นสำนักวิจัยตลาดฝรั่งบางสำนักบอกว่า สมาร์ทโฟนจะขึ้นไปถึง 400 ล้านเครื่องต่อปีในเร็วๆนี้ ดูแล้วก็คงถึง เพราะคิดแบบหยาบๆไตรมาสเดียว 40 ล้านเครื่องทั้งปีก็ 160 ล้าน โตแบบเดิมๆ ภายในสามปีก็เกือบถึง 400 ล้านเครื่อง

6 สิงหาคม 2540 น่าจะถือเป็นวันคืนชีพของ Apple บริษัทคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่บุกเบิกตลาดนี้เป็นรายแรกๆ ตั้งแต่เมื่อสามสิบกว่าปีมาแล้ว ซึ่งในช่วงหลายๆปีแรก Apple ประสบความสำเร็จอย่างมาก ขนาดมีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำเลียนแบบหรือที่เรียกว่า Apple II compatible ออกมาขายเกลื่อนในตลาด แต่ในช่วงหลังจากนั้น Apple ก็ไม่ประสบความสำเร็จมากนักและมาถึงจุดตกต่ำอย่างมากจนต้องขอร้องให้ Steave Jobs ผู้ก่อตั้ง และเคยเป็นซีอีโอแต่ถูกบอร์ดไล่ออก กลับมาเป็นซีอีโออีกครั้ง หลังจากสตีฟจ็อบส์เข้ามาไม่นาน เขาก็ได้ให้กำเนิดหรือฟื้นคืนชีพให้บริษัท Apple อีกครั้ง โดยมีหนึ่งในปรากฏการณ์ที่สำคัญก็คือวันที่ 6 สิงหาในปี 2540 นั่นเอง มาดูกันว่าสตีฟทำอะไรในวันนั้น

คำพูดหนึ่งที่กินใจมากที่สตีฟจ็อบส์พูดในวันนั้น ก็คือ ‘We have to let go of a few notions here. We have to let go of the notion that for Apple to win, Microsoft needs to lose.’ เราต้องปลดปล่อยความคิด(โง่ๆ)บางอย่างวันนี้ เราต้องละความคิด(โง่ๆ)ที่ว่า Apple (จะ)ชนะ(ได้) Microsoft ต้องแพ้

image

ตรงที่วงสีแดงไว้ก็คือช่วงเวลาของ 6 สิงหาคม 2540 เวลานั้นราคาหุ้นอยู่ที่ประมาณ US$3-US$5 ระยะเวลาเพียงสิบสองปีที่สามรถเปลี่ยนจาก Apple Computer ในวันนั้นมากลายเป็น Apple ในวันนี้

ในวันนั้นก็คงเห็นถึงอาการตอบสนองของแฟนบอยของ Apple กันได้ดีว่ามีความรู้สึกกันอย่างไร สำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงคอมพิวเตอร์ แฟนบอยของ Apple นี่เป็นผู้ที่ลุ่มหลงเทิดทูน Apple อย่างไม่อาจหาสิ่งใดมาเทียบได้

เหตุการณ์วันนั้นเป็นเรื่องที่ไม่มีข่างลือมาก่อนหรือถ้ามีก็น้อยมาก เพราะฉนั้นทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น จะได้รับทราบข่าวนี้เป็นครั้งแรก การจับมือหรือการที่ต้องไปขอให้ศัตรูเข้ามาช่วย คงเป็นเรื่องที่สร้างความรู้สึกที่หลากหลายในใจของคนเหล่านั้น

เหตุการณ์วันนั้นเป็นการช่วยต่ออายุให้กับ Apple ทำให้มีเวลาปรับตัวจนมาสร้างปราฏฏการณ์ที่ถือว่ายิ่งใหญ่มากในช่วงปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ iMac iPod ต่อเนื่องมาถึง iPhone และเป็นการทำให้ Steve Jobs สร้างตำนานใหม่ซ้อนกับตำนานเดิมได้

วันนึงพวกเราในเมืองไทยก็คงจะก้าวข้าม notion บางอย่างกันได้ เผื่อที่จะได้ก้าวไปสู่เส้นทางที่ประสบผลที่ยิ่งใหญ่กว่าดีกว่าเส้นทางที่กำลังเดินกันอยู่ในวันนี้

ทุกครั้งที่ตลาดหุ้นลงมาเยอะ และเข้าสู่ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ มักจะมีเหตุการณืที่หุ้นขึ้นมา และเรียกกันว่า Sucker Rally หรือภาษาที่สุภาพก็เป็น Bear Rally ซึ่ง Sucker Rally นี้ก็จะตามมาด้วยตลาดหุ้นที่ปรับลดลงต่อ เพราะช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ดึงดูดคนที่กลัวเสียโอกาส นึกว่าหุ้นจะกลับไปเหมือนปกติ รวมถึงการที่ผู้ที่เคย short หุ้นไว้ก็เริ่มที่จะทำกำไร โดยทำการซื้อหุ้นคืนที่ยืมมา ช่วงเวลานี้จะเป็นช่วงที่คนติดหุ้นมาก เพราะตลาดก็ลงมามากแล้ว โอกาสที่ตลาดจะกลับตัวก็ต้องมี และพอเริ่มเห็นตลาดกลับมา คนก็เลยเริ่มซื้อ หรือรีรอดูว่าขึ้นจริงหรือเปล่า พอผ่านไปหุ้นก็ยังขึ้นต่อ ก็จะยิ่งดึงให้คนเข้ามามากขึ้น

Large Image

ช่วงนี้ตลาดหุ้นก็กำลังเกิดเหตุการณ์หุ้นขึ้นอยู่ ก็ไม่รู้ว่าเป็น Sucker Rally หรือตลาดกลับตัวได้จริง เวลาจะเป็นตัวบอก