Thai Baht… ways to Happy and earn money

Archive for the ‘หุ้น’ Category

สำหรับคนเล่นหุ้นแล้ว หนึ่งในความฝันก็คือ มีโอกาสซื้อหุ้นที่เหมือนไมโครซอฟท์ (NASDAQ:MSFT) ตั้งแต่ช่วงแรกๆแล้วถือมาเรื่อยๆ เพราะผลตอบแทนนั้นสูงมาก ไม่รู้เป็นกี่เท่าของกี่เท่าของเงินลงทุน ถึงแม้ในช่วงหลังปี 2000 ราคาหุ้นจะลดลงมาเรื่อยๆประมาณครึ่งหนึ่งจากที่เคยสูงสุดมาก่อน แต่ราคาปัจจุบันเมื่อเทียบกับราคาเริ่มต้นก็ยังสูงมากอยู่ดี

image

สำหรับในเมืองไทยเราก็คงมีหุ้นในฝันแบบเดียวกัน คือ หุ้นปูนใหญ่ ที่ทำผลตอบแทนในระยะยาวแก่ผู้ถือหุ้นได้เป็นอย่างดี ชนิดที่ว่าถ้าหากซื้อในปริมาณที่มากพอ ก็สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ด้วยเงินปันผลอย่างเดียว

หุ้นทั้งสองตัวอาจไม่ใช่หุ้นที่ให้ตอบแทนดีที่สุดในตลาด แต่ถือว่าเป็นเรือธงที่ใครๆก็รู้จักกันอย่างแฟร่หลาย ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ก็มีหุ้นหลายตัวที่อาจจะกลายเป็นหุ้นในลักษณะนี้ หนึ่งในนั้นก็คือโฮมโปร (SET:HMPRO) ซึ่งเราลองดูความสามารถในการเติบโตของกิจการโฮมโปรในช่วงสิบปีที่ผ่านมานี้ จะเห็นว่ายอดขายโตขึ้นเกือบสิบเท่า ขณะที่ผลกไรสูงมากขึ้นยี่สิบกว่าเท่า

image

การเลือกหุ้นและซื้อหุ้นแบบนี้ ฝรั่งจะใช้คำว่า Hit a home run ซึ่งมาจากเกมส์กีฬาเบสบอล แต่การลงทุนในตลาดหุ้นก็เหมือนเบสบอล การเป็นผู้ชนะไม่จำเป็นว่าต้องดีโฮมรันได้ทุกครั้ง แค่ตีได้เบสแรกเบสสองไปเรื่อยๆก็สามารถที่จะชนะได้แล้ว เมื่อแปลมาทางตลาดหุ้นก็คือการมีวินัยในการลงทุนและมีการลงทุนสม่ำเสมอ เป็นปัจจัยหลักในการที่จะชนะ ซึ่งแน่นอนว่าปัจจัยในการเลือกหุ้นก็เป็นส่วนสำคัญ แต่ไม่จำเป็นว่าหุ้นที่เราเลือกทุกครั้ง จะต้องเป็นหุ้นโฮมรันตลอดไป เพราะต่อให้ไม่ได้โฮมรันเลยก็ยังชนะได้ แต่ถ้าหากโชคดีได้โฮมรันขึ้นมา ก็ทำให้เกมส์นี้มีสีสันมากขึ้นหรือรู้ผลชนะได้เร็วขึ้นเท่านั้นเอง

Advertisements

รู้จักคนเล่นหุ้นที่ตลาดขึ้นแต่ไม่ดีใจมั้ยครับ นั่นคืออาการของคนตกรถ ช่วงนี้ผมก็อยู่ในสภาพคล้ายๆนั้น ถึงแม้จะไม่ตกรถอย่างสมบูรณ์แบบ แต่แทนที่จะขึ้นรถเก๋งไป ดันถีบจักรยานไป

ช่วงที่ผ่านมา ก็ยังคิดอยู่ตลอดว่าสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำอย่างมาก และเป็นไปอย่างพร้อมเพรียงทั่วโลก น่าจะเป็นผลลบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก เพราะเราพึ่งพาภาคการส่งออกเป็นหลัก ถึงแม้ว่าช่วงปลายปีที่แล้วต่อต้นปี ที่มีคนออกมาพูดมากมายว่า คนจะตกงานเป็นล้าน ผมก็ไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะคนตกงานเป็นล้านถือว่าต่ำ คิดออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ ก็แค่ประมาณ 3.x% ไม่ได้เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นซะเท่าไร แต่เรื่องเศรษฐกิจโลกเป็นตัวหลักที่ทำให้เกิดความกังวลใจ ลองจิ้มๆเครื่องคิดเลขดูตอนนั้น ก็เชื่อเหมือนที่บางคนออกมาพูดว่า GDP จะลบ 6-7% ซึ่งพอประกาศออกมาก็เป็นไปตามนั้น

แล้วก็ตามมาด้วยเหตุการณ์สงกรานต์ ซึ่งเพิ่มตัวลบให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวหลังจากที่เหตุการณ์ปิดสนามบินยังไม่ทันจางไปจากความทรงจำ ทั้งส่งออกและการท่องเที่ยวซึ่งเป็นหัวใจหลักของรายได้บ้านเราโดนกระทบขนาดนี้ ก็ยิ่งเพิ่มความกังวลใจมากขึ้น

ตามมาด้วยการเมือง หลังจากเหตุการณ์ 19 เดือน 9  ก็ผ่านไปสามปีแล้ว มีรัฐบาลมาสองชุด พร้อมกับการยอมรับของคนหลายฝ่าย โดยเฉพาะคนที่มีปากมีเสียงในสังคม ก็ไม่น่าเชื่อว่า เวลาทำงานสามปีที่ผ่านมา ก็ยังไม่สามารถลดความศรัทธาของรัฐบาลก่อนเหตุการณ์สิบเก้าเดือนเก้าได้

ส่วนสุดท้ายก็คือบรรดานักดูกราฟที่ผมให้ความเชื่อ ก็ยืนยันนั่งยันจนถึงตอนนี้ว่า ตลาดยังไม่กลับตัวขึ้นไปอย่างสมบูรณ์แบบ

แล้วที่เคยเขียนไปเรื่อง Suckers Rally เมื่อเดือนมีนาคม วันนี้คำตอบก็บอกว่าที่ผ่านมาคิดผิด

เฮ้อ เลยตกรถอย่างที่ว่าไว้ แต่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งในเหตุการณ์ที่บอกกับตัวเองอยู่เสมอว่า สิ่งที่ยึดเป็นกรอบนั้นก็ยังถูกต้องอยู่

  • ไม่มีใครรู้จริงว่าตลาดจะเดินไปในทางไหน
  • ตลาดหุ้นเป็นเกมบริหารความเสี่ยง
  • การลงทุนระยะยาวเป็นสิ่งที่ดี (สำหรับคนไม่เก่งอย่างผม)

ข้อแรกและข้อสุดท้ายคงไม่ต้องขยายความ ส่วนข้อสองก็คือ ตลาดหุ้นเป็นความเสี่ยง ความเสี่ยงคือ การที่เราไม่สามารถทำนายผลลัพธ์ออกมาอย่างแม่นยำ บางครั้งผลลัพธ์ที่ออกมาก็เป็นโทษกับเรา ซึ่งทำให้ขาดทุนได้ บางครั้งผลลัพธ์ก็เป็นคุณกับเรา คือออกมาอย่างที่เราคิด และบางครั้งผลัพธ์ก็ออกมาในทิศทางเดียวกับที่เราคิด แต่เป็นระยะทางที่ยาวกว่าที่เราคาดไว้ ก็ทำให้เกิดเหตุการณ์ขายหมูอย่างใหญ่โต

เมื่อเราเชื่อว่าตลาดมีความเสี่ยงที่จะขึ้นหรือลงได้ เราก็ต้องหาวิธีที่จะจัดการกับมัน ซึ่งอาจเป็นการที่มีหุ้นอยู่ในพอร์ทตลอดเวลา การทยอยซื้อการทยอยขาย การวางกรอบการซื้อเพิ่มหรือขายเพิ่ม การคัดเลือกหุ้น และสุดท้ายก็คือการรับผิดว่า ตัวเรานั้นคิดผิด ตัดสินใจผิด

วันนี้ผมก็ไม่รู้ว่าตลาดจะเดินหน้าไปในทางไหนเหมือนเดิม ถึงแม้สภาพเศรษฐกิจจะดูดีขึ้นมาบ้าง แต่ก็ไม่ใช่ภาพที่ทำให้ผมเชื่อมั่นมาก

ตลาดมือถือในโลกลดลงประมาณ 6% โดยคิดเป็นจำนวนเครื่อง

image

image

แต่มือถือแบบ Smart Phones มีการเติบโตสูงขึ้นประมาณ 27% ตัวเลขนี้มาจากการ์ดเนอร์ บริษัทวิจัยของอเมริกา

โนเกียถึงแม้จะสามารถเพิ่มยอดขาย 20% ในตลาดสมาร์ทโฟน แต่ก็ยังน้อยกว่าภาพรวมของตลาด ในขณะที่ iPhone เป็นแชมป์ด้านการเติบโตถึงห้าเท่า จากตอนก่อนหน้านี้ Apple iPhone VS Nokia N81และยอดขายมือถือ หนึ่งพันล้าน เครื่อง ตอนนั้นไตรมาสสองของปี 2007 ยอดขายสมาร์ทโฟนอยู่ที่ประมาณ 27 ล้านเครื่อง ตอนนี้สองปีผ่านไป ตลาดเพิ่มมาเป็น 40.9 ล้านเครื่อง ทั้งๆที่เศรษฐกิจโลกเป็นอย่างที่เราเห็นกันอยู่ และในตอนนั้นคนซื้อสมาร์ทโฟนประมาณ 10% ของตลาดรวม ตอนนี้เพิ่มมาเป็น 12.5% โดยประมาณ เห็นสำนักวิจัยตลาดฝรั่งบางสำนักบอกว่า สมาร์ทโฟนจะขึ้นไปถึง 400 ล้านเครื่องต่อปีในเร็วๆนี้ ดูแล้วก็คงถึง เพราะคิดแบบหยาบๆไตรมาสเดียว 40 ล้านเครื่องทั้งปีก็ 160 ล้าน โตแบบเดิมๆ ภายในสามปีก็เกือบถึง 400 ล้านเครื่อง

6 สิงหาคม 2540 น่าจะถือเป็นวันคืนชีพของ Apple บริษัทคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่บุกเบิกตลาดนี้เป็นรายแรกๆ ตั้งแต่เมื่อสามสิบกว่าปีมาแล้ว ซึ่งในช่วงหลายๆปีแรก Apple ประสบความสำเร็จอย่างมาก ขนาดมีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำเลียนแบบหรือที่เรียกว่า Apple II compatible ออกมาขายเกลื่อนในตลาด แต่ในช่วงหลังจากนั้น Apple ก็ไม่ประสบความสำเร็จมากนักและมาถึงจุดตกต่ำอย่างมากจนต้องขอร้องให้ Steave Jobs ผู้ก่อตั้ง และเคยเป็นซีอีโอแต่ถูกบอร์ดไล่ออก กลับมาเป็นซีอีโออีกครั้ง หลังจากสตีฟจ็อบส์เข้ามาไม่นาน เขาก็ได้ให้กำเนิดหรือฟื้นคืนชีพให้บริษัท Apple อีกครั้ง โดยมีหนึ่งในปรากฏการณ์ที่สำคัญก็คือวันที่ 6 สิงหาในปี 2540 นั่นเอง มาดูกันว่าสตีฟทำอะไรในวันนั้น

คำพูดหนึ่งที่กินใจมากที่สตีฟจ็อบส์พูดในวันนั้น ก็คือ ‘We have to let go of a few notions here. We have to let go of the notion that for Apple to win, Microsoft needs to lose.’ เราต้องปลดปล่อยความคิด(โง่ๆ)บางอย่างวันนี้ เราต้องละความคิด(โง่ๆ)ที่ว่า Apple (จะ)ชนะ(ได้) Microsoft ต้องแพ้

image

ตรงที่วงสีแดงไว้ก็คือช่วงเวลาของ 6 สิงหาคม 2540 เวลานั้นราคาหุ้นอยู่ที่ประมาณ US$3-US$5 ระยะเวลาเพียงสิบสองปีที่สามรถเปลี่ยนจาก Apple Computer ในวันนั้นมากลายเป็น Apple ในวันนี้

ในวันนั้นก็คงเห็นถึงอาการตอบสนองของแฟนบอยของ Apple กันได้ดีว่ามีความรู้สึกกันอย่างไร สำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงคอมพิวเตอร์ แฟนบอยของ Apple นี่เป็นผู้ที่ลุ่มหลงเทิดทูน Apple อย่างไม่อาจหาสิ่งใดมาเทียบได้

เหตุการณ์วันนั้นเป็นเรื่องที่ไม่มีข่างลือมาก่อนหรือถ้ามีก็น้อยมาก เพราะฉนั้นทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น จะได้รับทราบข่าวนี้เป็นครั้งแรก การจับมือหรือการที่ต้องไปขอให้ศัตรูเข้ามาช่วย คงเป็นเรื่องที่สร้างความรู้สึกที่หลากหลายในใจของคนเหล่านั้น

เหตุการณ์วันนั้นเป็นการช่วยต่ออายุให้กับ Apple ทำให้มีเวลาปรับตัวจนมาสร้างปราฏฏการณ์ที่ถือว่ายิ่งใหญ่มากในช่วงปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ iMac iPod ต่อเนื่องมาถึง iPhone และเป็นการทำให้ Steve Jobs สร้างตำนานใหม่ซ้อนกับตำนานเดิมได้

วันนึงพวกเราในเมืองไทยก็คงจะก้าวข้าม notion บางอย่างกันได้ เผื่อที่จะได้ก้าวไปสู่เส้นทางที่ประสบผลที่ยิ่งใหญ่กว่าดีกว่าเส้นทางที่กำลังเดินกันอยู่ในวันนี้

ทุกครั้งที่ตลาดหุ้นลงมาเยอะ และเข้าสู่ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ มักจะมีเหตุการณืที่หุ้นขึ้นมา และเรียกกันว่า Sucker Rally หรือภาษาที่สุภาพก็เป็น Bear Rally ซึ่ง Sucker Rally นี้ก็จะตามมาด้วยตลาดหุ้นที่ปรับลดลงต่อ เพราะช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ดึงดูดคนที่กลัวเสียโอกาส นึกว่าหุ้นจะกลับไปเหมือนปกติ รวมถึงการที่ผู้ที่เคย short หุ้นไว้ก็เริ่มที่จะทำกำไร โดยทำการซื้อหุ้นคืนที่ยืมมา ช่วงเวลานี้จะเป็นช่วงที่คนติดหุ้นมาก เพราะตลาดก็ลงมามากแล้ว โอกาสที่ตลาดจะกลับตัวก็ต้องมี และพอเริ่มเห็นตลาดกลับมา คนก็เลยเริ่มซื้อ หรือรีรอดูว่าขึ้นจริงหรือเปล่า พอผ่านไปหุ้นก็ยังขึ้นต่อ ก็จะยิ่งดึงให้คนเข้ามามากขึ้น

Large Image

ช่วงนี้ตลาดหุ้นก็กำลังเกิดเหตุการณ์หุ้นขึ้นอยู่ ก็ไม่รู้ว่าเป็น Sucker Rally หรือตลาดกลับตัวได้จริง เวลาจะเป็นตัวบอก

image

ยักษ์ใหญ่โลกอินเทล (Nasdaq: INTC) ประกาศผลประกอบการออกมาแล้ว กำไรลดลง 90% จากไตรมาส 4 ปีที่แล้วทีได้กำไรต่อหุ้นที่ $0.39 แต่ไตรมาส 4 ปีนี้ทำได้เพียง $0.04 เท่านั้นเอง ขณะที่รายได้ลดลงประมาณ 23% จากไตรมาสสี่ปีที่แล้ว อืมม์ เป็นไปได้ไง

เหตุผลหลัก ก็คือ การตัดขาดทุนการลงทุน และการตัดขาดทุนจากสินค้าคงคลัง แต่ต่อให้บวกกลับพวกนี้เข้ามาก็ยังทำให้กำไรลดลงอย่างมาก ถ้างั้นเหตุผลคืออะไร

นี่เป็นเหตุการณ์ของกิจการที่มี ต้นทุนคงที่สูง เมื่อยอดขายลดลง สิ่งที่ตามมาก็คือต้นทุนต่อหน่วยเพิ่มขึ้นทันที เพราะฉนั้นเวลายอดขายลด ผลกระทบต่อกำไรจึงมากกว่า ตัวเลขอีกตัวที่ดูได้ก็คือ Gross Margin หรือ กำไรขั้นต้นที่ลดลง 6% จาก ไตรมาสสามของปีนี้

แล้วอย่างนี้จะมีผลอย่างไรต่อหุ้นอีเลคโทรนิคส์ในไทย อาการออกมาจะดีกว่าหรือหนักกว่าที่อินเทลเจอ

ในช่วงที่ผ่านมาเร็วๆนี้ เจอกรณีที่ผมกลัวที่สุดในการลงทุนในหุ้น ซึ่งคือ การที่บัญชีของบริษัทนั้นเชื่อถือไม่ได้ ในไทยบริษัทนำเข้ารถยนต์ซึ่งควรมีทรัพย์สินเป็นรถยนตร์เพื่อขายสี่ร้อยห้าร้อยคันเกิดหายวับไปกับตา และแค่ไม่กี่วันที่ผ่านมา หนึ่งในสามยักษ์ใหญ่ของวงการเอาท์ซอร์สซิ่งของอินเดีย ประธานออกมาสารภาพว่า เงินสดมูลค่าหนึ่งพันล้านเหรียญนั้นไม่มีอยู่จริง อ่านรายละเอียดข่าว Satyam ได้ที่นี่ ดูหุ้นที่เทรดในตลาดนิวยอร์ค หุ้นเทรดที่ตลาดบอมเบย์

image

ทำไมผมกลัวเรื่องนี้ที่สุด ก็เพราะระบบที่เราอยู่กันในวันนี้ เรามีกลไกเดียวที่ช่วยดูเรื่องนี้ก็คือ การที่บัญชีต้องมีการตรวจสอบโดยสำนักงานบัญชีที่ได้รับการรับรอง ปัญหาก็คือ มันเป็นกลไกที่น้อยมาก และปัญหานี้ก็ไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะในตลาดกำลังพัฒนาอย่างอินเดียหรืออย่างไทย ถ้ายังจำกันได้ที่อเมริกาเองก็มีกรณี Enron ซึ่งก็เกิดขึ้นมาไม่นานประมาณช่วงปี 2000 ที่ผ่านมานี้เอง

กรณีอย่างนี้เป็นศัตรูที่สำคัญที่สุดของนักลงทุน เพราะเป็นลักษณะการปลอมบัญชีขึ้นมา ทำให้เราที่เป็นนักลงทุนตรวจสอบได้ยาก อย่างกรณีของไทยนั้นเป็นบริษัทขนาดเล็ก เพิ่งเข้ามาในตลาดไม่นานประมาณปีกว่าๆสองปี แต่กรณีของอินเดียนี่เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ยอดขายต่อปีมากกว่าสองพันล้านเหรียญสหรัฐ มีลูกค้าเป็นบริษัทชั้นนำของโลกอย่าง GE GM Citi และที่อื่นๆ อยู่ในอุตสาหกรรมดาวรุ่งและเติบโตในการรับงานต่อที่คนทั่วไปก็รู้ข่าวกันโดยทั่วว่าอินเดียเป็นผู้นำในด้านนี้ หุ้นของบริษัทมีการซื้อขายทั้งที่อินเดียและที่อเมริกา ที่อเมริกานี่ก็มีการซื้อขายมาตั้งแต่ช่วงปี 2001 ก็ถือว่าอยู่ในตลาดมานาน ผมเชื่อว่าหุ้นนี่น่าจะเป็นหุ้นชั้นนำ เป็นบลูชิป ของตลาดอินเดียเลยทีเดียว

ทางออกของนักลงทุนอย่างเราๆก็คงไม่พ้นคำว่า Diversify การกระจายการลงทุน