Thai Baht… ways to Happy and earn money

image

วันนี้ไปเดินดูนิทรรศการ "มหัศจรรย์ไม้ไผ่"ที่ TCDC ดป็นงานจักสานไม้ไผ่ของเมืองเมืองหนึ่งในญี่ปุ่น รูปแบบการจักสานก็คล้ายกันกับของไทย เพราะเป็นการสานไผ่ให้อยู่ด้วยกัน แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ รูปทรงที่ออกมา คล้ายงานศิลป์งานปั้นมาก อย่างรูปที่นำมานี้ ชื่อในทำนองสะพานเกลียวคลื่นอะไรซะอย่าง เมื่อพิจารณารายละเอียดของลวดลายที่สานขึ้นมา จะดูสวยมาก

งานปีใหม่ที่มีการจัดกระเช้าของขวัญก็น่าจะมีการทำตะกร้าในรูปแบบใหม่ๆมากขึ้น เป็นคุณค่าเพิ่มที่คนรับก็อยากเก็บตะกร้าไว้ทำอย่างอื่น หรือแม้กระทั่งตั้งโชว์ได้

อยากให้มีงานจักสานของบ้านเราตั้งแสดงคู่กัน เพราะงานบ้านเราก็มีรายละเอียดงดงาม แต่รูปทรงของงานอาจจะซ้ำซากจำเจเกิน

ใครสนใจก็แวะไปได้ที่ TCDC นิทรรศการ "มหัศจรรย์ไม้ไผ่"

Advertisements

You were there, before we came.
You took the hurt, you took the shame.
They built the walls to block your way.
You beat them down.
You won the day.
It wasn’t right, it wasn’t fair.
You taught them all.
You made them care.
Yes, you were there, and thanks to you
There’s now a door we all walk through.
And we are here, for all to see —
To be the best that we can be.
Yes, I am here….
Because you were there.

วันนี้ท่องเนตไปดูงาน Kennedy Center Honors ซึ่งคล้ายกับงานศิลปินแห่งชาติของบ้านเรา ปกติงานนี้จะมีช่วงปลายปีเป็นประจำ ดูไปดูมา ไม่รู้ทำไม กับไปคิดถึงนักเต้นแท็ปขึ้นมา ซึ่งคือคุณ Sammy Davis Jr.

แซมมี่นี่เป็นเอนเตอร์เทนเนอร์จริงๆ ทังร้องและเต้น สามารถสร้างความสุขให้กับคนดูได้อย่างดี หลังจากที่ได้ดูการเต้นแท็ปแล้ว ก็ไปเจอเข้ากับเพลง You were there ของ MJ ที่เพิ่งจากพวกเราไป มีคนว่าไว้ว่าเพลงนี้ MJ เป็นผู้แต่งและเคยนำมาแสดงต่อสาธารณชนเพียงครั้งเดียวก็คือในงานครบรอบ 60 ปีของแซมมี่ที่เป็นที่มาของคลิปนี้นั่นเอง

คนที่พอจะรู้ประวัติศาสตร์อเมริกาอยู่บ้าง โดยเฉพาะในแวดวงดารานักร้อง ก็คงพอจะรู้ที่มาที่ไปของความหมายในเนื้อเพลงนี้เป็นอย่างดี ศิลปินผิวดำแต่ละคนได้แผ้วถางทางให้กับศิลปินต่างผิวสีในปัจจุบัน ถ้าเทียบไปก็คงเหมือนบรูซลีที่บุกเบิกวงการหนังฮอลลีวู๊ด และเฉินหลงหับอีกหลายคนในยุคปัจจุบันทำให้หนังฮอลลีวู๊ดยอมรับดาราตะวันออกอย่างแพร่หลาย ซึ่งแต่ละคนก็ถือว่าเป็นส่วนของ You Were There กันทั้งนั้น

เมื่อคืนนี้ทองคำทำราคาสูงสุดใหม่ไปทะลุ 1,200 เหรียญแล้ว ไม่รู้ว่าจะขึ้นไปเรื่อยๆเหมือนอย่างที่นักวิเคราะห์ฝรั่งว่าไว้ว่าราคาทองมีสิทธิ์ไปถึง 5,000 เหรียญ ก็ไม่รู้ว่าจะขึ้นไปได้ยังไงราคาขนาดนั้น กินก็กินไม่ได้ ใช้ก็ไม่จำเป็น

ราคาทองตอนนี้เป็นเรื่องของความเชื่อจริงๆ ในความรู้สึกผม ทองเป็นของ (หรือทรัพย์สิน) ที่อยู่ดีๆมีคนมาให้ค่ากับมัน ได้ทองมา จะกินต่างข้าวก็ไม่ได้ จะห่มแทนเสื้อผ้าก็ไม่ได้ จะเก็บไว้แล้วมีดอกเบี้ยให้มา หรือมีปันผลให้มาก็ไม่ได้ ก็ไม่รู้ว่าทำไมราคามันถึงขึ้นกันไปขนาดนี้

ถ้าเหตุการณ์ของทองช่วงนี้เป็นการตื่นทองยุคใหม่ เหมือนกับที่เคยมีมาในอดีต การตื่นดอกทิวลิป ที่ผู้คนต่างลงทุนดอกทิวลิปอย่างบ้าระห่ำ จนราคาดอกนึงสูงกว่ารายได้ของช่างทั้งปี หรือจะเป็นบำเบิ้ลอะไรก็ตามแต่ เราคงจะได้เห็นปรากฏการณ์ราคาทองตดดิ่งหนักในข่วงเวลาไม่นานจากนี้

แต่ก่อนที่จะเจอเหตุการณ์นั้น เราคงไม่รู้ว่าจะเห็นราคาทองขึ้นไปสูงขนาดไหน อาจจะเป็นสองพันเหรียญสามพันเหรียญหรือห้าพันเหรียญก่อนก็ได้ หรืออาจจะเป็นว่าแถวๆนี้ที่พันสองร้อยเหรียญคือยอดสูงสุดแล้วจะค่อยๆเริ่มละลายแล้วสะสมเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่ไหลเทลงไป

จากตอนที่แล้ว RMF กับการลงทุนทางเลือก ทองคำ ซึ่งพอจำได้ว่าวันที่ซื้อนั้นทองอยู่ราวๆพันเหรียญเศษๆ วันนี้ผ่านไปแค่สองเดือนเศษ ราคาขึ้นมา 20% ในขณะที่ ราคาจากต้นปีถึงวันนี้ขึ้นมาประมาณ 50%

จนวันนี้เพิ่งซื้อ rmf ทองไปประมาณครึ่งหนึ่งจากที่ตั้งใจไหว อีกครึ่งหนึ่งควรจะทำยังไงดี ลงทุนตามแผนที่วางไว้ หรือ ไปซื้อ rmf ในตัว asset class อื่นๆก่อนแล้วค่อยพิจารณาอีกที ถ้าหากเลือกทางเลือกที่สอง แล้วจะพิจารณาจากอะไร เพราะเราเองก็ไม่มีความรู้ว่าราคาทองจะขึ้นหรือจะลง แต่ที่เราเลือกซื้อก็เพราะเหมือนที่ว่าไว้ในตอนที่แล้ว เป็นการเฮดจิ้ง

(?)

เคยอ่านเจอมาว่า ณ ที่แห่งนี้สุวรรณภูมิ ชาวบ้านต่างถือว่าวันนี้เป็นวันขึ้นปีใหม่ นั่นเป็นที่มาแห่งเดือนอ้ายหรือเดือนหนึ่ง ส่วนที่ว่าวันสงกรานต์เป็นวันปีใหม่นั้นเป็นเหตุการณ์ในภายหลัง

วันนี้ก็คงเป็นวันที่เริ่มต้นฤดูหนาวแล้ว อากาศดีมาก แต่วันนี้มีเมฆและมีละอองฝนลงมาด้วย บรรยากาศเหมือนกับซีแอทเทิลมากเลย ฤดูกาลแห่งความสุขเริ่มต้นไปแล้วและกำลังมีต่อเนื่องไป ตั้งแต่ชาวเยอรมันที่เริ่มออทโทเบอร์เฟส มาคืนปล่อยผีฮัลโลวีน ต่อด้วยลอยกระทง ซึ่งถือเป็นการอุ่นเครื่อง เตรียมรับกับคริสต์มาสและปีใหม่

บรรดาคนเล่นหุ้นที่ขายก็คงสุข ที่ตกรถก็เตรียมกลับขึ้นรถได้ ที่ติดไว้ก็ยังหวังมีแจนยัวรี่เอฟเฟคท์

คนค้าขายก็เตรียมจัดหน้าร้าน ตกแต่ง พร้อมสำหรับลูกค้าที่จะมาจับจ่ายใช้สอย

ข้าราชการก็เริ่มต้นทำงานจริงๆ เพราะงบประมาณเพิ่งออก พร้อมที่จะช่วยเหลือชาวบ้านและพัฒนาประเทศ

นักธุรกิจส่งออก ก็เป็นการทำงานหนักรอบสุดท้าย เพื่อส่งของให้ทันเรือและเครื่องบินที่ลูกค้าต่างประเทศเตรียมไปขายในเทศกาลคริสต์มาส

ทุกทุกคนมีแต่ความสุขและมีความหวังในอนาคตที่สดใส

 

ทุกคนบอกว่าอย่ายอมแพ้เพื่อให้ถึงเป้าหมาย ผมเองก็เคยเอ่ยถึงความเพียรความมุ่งมั่นว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เราประสบความสำเร็จ แต่บางครั้งถึงแม้เรายังมีใจที่จะมุ่งมั่นต่อ แต่กลับไม่รู้วิธีการที่จะทำต่อไป รู้ทั้งรู้ว่าวิธีการเดิมๆคงจะไม่ได้ผล แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนอย่างไร

??? 😦

 

image

สำหรับคนที่คุ้นเคยกับการลงทุน RMF อยู่แล้ว คงทราบว่าเราสามารถสร้างพอร์ทของเราด้วย Asset Class ต่างๆ ทั้งตราสารหนี้ระยะสั้น (ใกล้เคียงเงินสด) ตราสารหนี้ระยะยาว (หรือกลาง) และหุ้น ช่วงเร็วๆนี้ มีกองทุนใหม่ที่ได้สิทธิ์ RMF แต่นำเงินไปลงทุนกับทองคำ ก็เหมือนกับว่าเราซื้อทองคำโดยสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้

บลจ.ที่นำเสนอสินค้าตัวนี้ คือ บลจ.อยุธยา และตัวกองทุนคือ อยุธยาโกลด์เพื่อการเลี้ยงชีพ (AYFGOLDRMF) ท่านที่สนใจรายละเอียดแบบเป็นทางการก็สามารถกดลิ้งค์ไปอ่านได้ แต่ผมจะพูดในแบบที่ผมเข้าใจเอง

ตัวสินค้าตัวนี้จริงๆก็คือ SPDR Gold Trust เป็น ETF ที่ลงทุนในทองคำ มีการซื้อทองมาสำรองแต่ไม่แน่ใจว่ากี่เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าลงทุน และนำหน่วนลงทุนนี้ไปซื้อขายกันหลายประเทศ ทั้งที่อเมริกา (NYSE) แต่ที่บลจ.นี้อ้างอิงคือ ราคาซื้อขายในตลาดสิงคโปร์ โดยที่ทางบลจ.ก็เปรียบเหมือนนายหน้าที่รับเงินบาท ไปซื้อเจ้าสไปเดอร์ทองคำ (SPDR นั้นคนมักจะอ่านออกเสียงเป็น spider) ในตลาดสิงคโปร์ และเมื่อมีผู้ถือหน่วยไทยสั่งขาย บลจ.ก็ขายที่ตลาดสิงคโปร์ และส่งมอบเงินบาทให้กับผู้ถือหน่วย

จริงๆแล้วถ้าหากเราสามารถซื้อขายเองได้โดยตรงคงลดค่าธรรมเนียมในส่วนของบลจ.อยุธยาลงได้ เพราะจริงๆแล้วทางบลจ.มีค่าใช้จ่ายน่าจะน้อยในการจัดการเรื่องนี้ ข้อนี้ก็คงเป็นไปกับกองทุนที่ลงทุนต่างประเทศทั้งตราสารหนี้หรือตราสารทุน (หุ้น) ที่บรรดาบลจ.บ้านเรานำมาเสนอขายกันมากมายในตอนนี้

ว่าไปแล้วตั้งแต่เกิดมาเคยซื้อทองไปแค่สองครั้ง รวมน้ำหนักหนึ่งบาท เป็นสร้อยกับแหวนรุ่น ไม่เคยซื้อเก็บ หรือซื้อเป็นเครื่องประดับ หรือลงทุนกับทอง เพราะว่าไม่ค่อยชอบในการเก็บรักษา มีทองไว้ในบ้านก็กังวลว่าจะโดนหยิบหายไปหรือเปล่า ถ้าซื้อทองเป็นแท่งๆแล้วนำไปฝากธนาคาร ก็ต้องเสียค่าฝากอีก และท้ายที่สุดก็ไม่มีความเชื่อว่าผลตอบแทนในระยะยาวของทองนั้นจะดี แต่ครั้งนี้เป็นการลงทุนในทองเป็นครั้งแรกและคงจะต่อเนื่องต่อไป เพราะข้อจำกัดต่างๆที่เขียนมามันเสมือนกับว่าไม่มี (จริงๆแล้วก็มีแหละ เพราะทางสไปเดอร์ก็เก็บ ทางบลจ.ก็เก็บ แต่มันซ่อนเข้าไปอยู่ในราคาซื้อขาย) และเหตุผลอีกสองข้อที่สนใจก็คือ

  1. เป็นการกระจายความเสี่ยง Asset Allocation เพราะว่าทุกวันนี้ชีวิตในเหมือนฝากกับหุ้นอยู่แล้ว แต่จะลดหุ้นลงก็ยังไม่ถึงเวลา ก็เลยต้องใช้การลงทุนในทางเลือกใหม่ๆเพิ่มขึ้น
  2. ดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ ช่วงนี้ดอกเบี้ยต่ำมาก และปีหน้าหลายๆคนก็คิดว่าเราน่าจะเริ่มเห็นภาวะเงินเฟ้อที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง จากมาตรการการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลในประเทศต่างๆล้วนใช้วิธีอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบมากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป แต่ภาพรวมก็เป็นการอัดฉีดเงินที่มากกว่าปกติเป็นอย่างมาก ซึ่งสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆก็น่าจะปรับตัวสูงขึ้นรวมทั้งทองคำด้วย 

สำหรับผมเองการลงทุนนี้ไม่ใช่หลักใหญ่ แต่เป็นเหมือนกับการ hedging มากกว่า ไม่ได้มองว่าจะได้ผลตอบแทนมากมาย แต่ถือไว้กันความเสี่ยง ด้วยความที่เรามีโอกาสซื้อโดยเสมือนได้ส่วนลด โดยการนำไปลดหย่อนภาษีได้ ก็เลยเป็นแรงจูงใจให้ไปเปิดบัญชี และแล้วก็เหมือนทุกครั้งซื้อปั้บ วันรุ่งขึ้นทองราคาตกทันที ฮ่าๆๆๆ

ป้ายกำกับ:

รู้จักคนเล่นหุ้นที่ตลาดขึ้นแต่ไม่ดีใจมั้ยครับ นั่นคืออาการของคนตกรถ ช่วงนี้ผมก็อยู่ในสภาพคล้ายๆนั้น ถึงแม้จะไม่ตกรถอย่างสมบูรณ์แบบ แต่แทนที่จะขึ้นรถเก๋งไป ดันถีบจักรยานไป

ช่วงที่ผ่านมา ก็ยังคิดอยู่ตลอดว่าสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำอย่างมาก และเป็นไปอย่างพร้อมเพรียงทั่วโลก น่าจะเป็นผลลบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก เพราะเราพึ่งพาภาคการส่งออกเป็นหลัก ถึงแม้ว่าช่วงปลายปีที่แล้วต่อต้นปี ที่มีคนออกมาพูดมากมายว่า คนจะตกงานเป็นล้าน ผมก็ไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะคนตกงานเป็นล้านถือว่าต่ำ คิดออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ ก็แค่ประมาณ 3.x% ไม่ได้เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นซะเท่าไร แต่เรื่องเศรษฐกิจโลกเป็นตัวหลักที่ทำให้เกิดความกังวลใจ ลองจิ้มๆเครื่องคิดเลขดูตอนนั้น ก็เชื่อเหมือนที่บางคนออกมาพูดว่า GDP จะลบ 6-7% ซึ่งพอประกาศออกมาก็เป็นไปตามนั้น

แล้วก็ตามมาด้วยเหตุการณ์สงกรานต์ ซึ่งเพิ่มตัวลบให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวหลังจากที่เหตุการณ์ปิดสนามบินยังไม่ทันจางไปจากความทรงจำ ทั้งส่งออกและการท่องเที่ยวซึ่งเป็นหัวใจหลักของรายได้บ้านเราโดนกระทบขนาดนี้ ก็ยิ่งเพิ่มความกังวลใจมากขึ้น

ตามมาด้วยการเมือง หลังจากเหตุการณ์ 19 เดือน 9  ก็ผ่านไปสามปีแล้ว มีรัฐบาลมาสองชุด พร้อมกับการยอมรับของคนหลายฝ่าย โดยเฉพาะคนที่มีปากมีเสียงในสังคม ก็ไม่น่าเชื่อว่า เวลาทำงานสามปีที่ผ่านมา ก็ยังไม่สามารถลดความศรัทธาของรัฐบาลก่อนเหตุการณ์สิบเก้าเดือนเก้าได้

ส่วนสุดท้ายก็คือบรรดานักดูกราฟที่ผมให้ความเชื่อ ก็ยืนยันนั่งยันจนถึงตอนนี้ว่า ตลาดยังไม่กลับตัวขึ้นไปอย่างสมบูรณ์แบบ

แล้วที่เคยเขียนไปเรื่อง Suckers Rally เมื่อเดือนมีนาคม วันนี้คำตอบก็บอกว่าที่ผ่านมาคิดผิด

เฮ้อ เลยตกรถอย่างที่ว่าไว้ แต่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งในเหตุการณ์ที่บอกกับตัวเองอยู่เสมอว่า สิ่งที่ยึดเป็นกรอบนั้นก็ยังถูกต้องอยู่

  • ไม่มีใครรู้จริงว่าตลาดจะเดินไปในทางไหน
  • ตลาดหุ้นเป็นเกมบริหารความเสี่ยง
  • การลงทุนระยะยาวเป็นสิ่งที่ดี (สำหรับคนไม่เก่งอย่างผม)

ข้อแรกและข้อสุดท้ายคงไม่ต้องขยายความ ส่วนข้อสองก็คือ ตลาดหุ้นเป็นความเสี่ยง ความเสี่ยงคือ การที่เราไม่สามารถทำนายผลลัพธ์ออกมาอย่างแม่นยำ บางครั้งผลลัพธ์ที่ออกมาก็เป็นโทษกับเรา ซึ่งทำให้ขาดทุนได้ บางครั้งผลลัพธ์ก็เป็นคุณกับเรา คือออกมาอย่างที่เราคิด และบางครั้งผลัพธ์ก็ออกมาในทิศทางเดียวกับที่เราคิด แต่เป็นระยะทางที่ยาวกว่าที่เราคาดไว้ ก็ทำให้เกิดเหตุการณ์ขายหมูอย่างใหญ่โต

เมื่อเราเชื่อว่าตลาดมีความเสี่ยงที่จะขึ้นหรือลงได้ เราก็ต้องหาวิธีที่จะจัดการกับมัน ซึ่งอาจเป็นการที่มีหุ้นอยู่ในพอร์ทตลอดเวลา การทยอยซื้อการทยอยขาย การวางกรอบการซื้อเพิ่มหรือขายเพิ่ม การคัดเลือกหุ้น และสุดท้ายก็คือการรับผิดว่า ตัวเรานั้นคิดผิด ตัดสินใจผิด

วันนี้ผมก็ไม่รู้ว่าตลาดจะเดินหน้าไปในทางไหนเหมือนเดิม ถึงแม้สภาพเศรษฐกิจจะดูดีขึ้นมาบ้าง แต่ก็ไม่ใช่ภาพที่ทำให้ผมเชื่อมั่นมาก